เร่งเครื่องเต็มสูบสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ต่อการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จุดพลุประเด็นการปลดล็อกมาตรา 256 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ “ประชาธิปัตย์” แลกดีล “พลังประชารัฐ” ตั้งรัฐบาล
แต่คอขวดสำคัญใน 52 เสียง ที่อยู่ในมือประชาธิปัตย์ขณะนี้ ไม่เพียงพอต่อการเข้าชื่อเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะต้องมีเสียง ส.ส.ไม่น้อยกว่า 100 คน หรือรวมเสียง ส.ส.และ ส.ว.รวมกันไม่น้อยกว่า 150 คน ถึงเข้าหลักเกณฑ์
ด่านแรก การเข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นหนึ่งในสถานการณ์เร่งรัดให้กรรมาธิการของพรรค “เดินสาย” พูดคุยกับกรรมาธิการพรรคอื่น พร้อมชู “5 ประเด็นใหม่” เพื่อเปิดกว้างหาแนวร่วมจาก ส.ส.ครั้งนี้ เป็นที่มาจากเสียง “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าประชาธิปัตย์ ประกาศ 5 ประเด็นที่เป็นจุดยืน “ชักธงรบ” เพื่อสังคายนา มรดกจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ประกอบด้วย
1.ประเด็นการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน 2.สิทธิเสรีภาพของประชาชน 3.การกระจายอำนาจสู่การปกครองส่วนท้องถิ่น 4.ยกเลิกระบบบัตรใบเดียว เป็นระบบบัตร 2 ใบ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกการลงคะแนน ส.ส.เขต และความนิยมต่อพรรคได้ชัดเจนขึ้น และ 5.ทบทวนบทเฉพาะกาลทั้งหมด
โดยเฉพาะประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญที่มาจากฝั่งการเคลื่อนไหวภาคประชาชน กลายเป็นลมใต้ปีกให้ประชาธิปัตย์ถือไพ่เหนือพลังประชารัฐ เป็นแรงกดดันนอกสภาเดินหน้าลุยแก้รัฐธรรมนูญให้เร็วกว่าเดิม แต่ประชาธิปัตย์ยืนยันขีดเส้นใต้ 3 เส้น ไม่แตะประเด็นสำคัญในหมวดที่ 1 และ 2 แน่นอน
ยุทธศาสตร์หลักที่ประชาธิปัตย์เดินเกมแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้ ในฐานะกติกาสำคัญที่ทำให้พลังประชารัฐ กลายมาเป็นพรรคการเมืองใหญ่ผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากระบบการเลือกตั้งได้สำเร็จ กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จาก ส.ส.ในสภาเป็น “ตัวแปร” สำคัญ พลิกเกมภาพลักษณ์ประชาธิปัตย์จากพรรคที่บู๊ดุดัน กลายเป็นพรรคที่เดินสายหาแนวร่วม และเลี่ยงปะทะกับทุกขั้วให้มากที่สุด
เกมยาวที่ถูกวางไว้ในระบบ “ส.ส.ร.” ที่ประชาธิปัตย์มั่นใจว่า จะเป็นระบบที่คัดกรองเสียงที่มาจากประชาชนมากที่สุด ทำให้ที่ผ่านมาฝ่ายกฎหมายของพรรค ได้ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในสาระสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 256 และหมวดว่าด้วยการตั้ง ส.ส.ร.เสร็จสิ้นไปแล้ว ซึ่งกระบวนการตั้ง ส.ส.ร.ครั้งนี้ ประชาธิปัตย์เสนอให้เปิดกว้างให้กลุ่มเยาวชน-นิสิต-นักศึกษา สามารถเข้ามาเป็น ส.ส.ร.ผ่านระบบการเลือกตั้ง นำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ
ยิ่งประเด็นการยกเลิก “ที่มา-อำนาจ ส.ว.” เป็นชนวนข้อเรียกร้องจากกลุ่มนิสิตนักศึกษาลูกใหญ่กดดันไปถึงรัฐบาล คว่ำมาตรา 269 ถึงมาตรา 272 ในบทเฉพาะกาล เพื่อลดอำนาจ ส.ว.ซึ่งเป็นข้อเสนอจาก “เทพไท เสนพงศ์” ส.ส.นครศรีธรรมราช เชื่อว่าจะคลายแรงกดดันที่มาจากข้อเรียกร้องการชุมนุม เพราะมาตรา 269 ถึงมาตรา 272 เป็นกระดูกสันหลังให้การสืบทอดอำนาจของ “คสช.” แต่กลับเป็นเส้นขนานกับอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ ข้อ 4 ว่าด้วย “พรรคจะไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใดๆ”
เมื่อสถานการณ์ชุมนุมนอกสภาฯ ที่กำลังก่อตัวในหลายพื้นที่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ใช่เป็นแค่แรงบีบอัดที่กำลังพุ่งเป้าไปที่ “เสถียรภาพ” รัฐบาลในอำนาจ ส.ว.เพียงอย่างเดียว แต่แคมเปญ “ร่วมรื้อ ร่วมสร้าง ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ” จากกลุ่มโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ “ไอลอว์” ที่อยู่ระหว่างเดินสายตั้งโต๊ะล่ารายชื่อในพื้นที่ชุมนุมทุกระดับต่อการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล กำลังขยายวงกว้างผ่านการลงชื่อสนับสนุน มีมากขึ้นเรื่อยๆ
เป็นกลยุทธ์ที่ประชาธิปัตย์ประเมินสถานการณ์กระแสกดดันการแก้รัฐธรรมนูญที่มาจากนอกสภาที่กำลังเข้มข้นเป็นระยะ มาเคลื่อนไหวการไขรัฐธรรมนูญในสภาให้เดินไปพร้อมกัน
จนล่าสุดพรรคร่วมรัฐบาลมีมติเห็นชอบ ให้เสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในนาม “พรรคการเมืองร่วมรัฐบาล” โดยเปิดทางให้ ส.ส.ลงชื่อในญัตติตามจุดยืนที่ “ประชาธิปัตย์” ชูธงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกติกาที่ประชาธิปัตย์เชื่อว่า หากมีการเลือกตั้งอีกครั้ง พรรคจะก้าวพ้นจุดตกต่ำ จากผลงานที่ประชาธิปัตย์ทำไว้ในยุค “จุรินทร์” ไปพร้อมกับกติกาใหม่ในรัฐธรรม จะเพิ่มโอกาสได้ ส.ส.เพิ่มที่นั่งในสภาได้มากกว่าเดิม
เป็น “เดิมพัน” ประชาธิปัตย์ต่อเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อแรงเสียดทานทั้งใน และนอกสภาที่กำลังระอุขึ้นเรื่อยๆ





