วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข้อเท็จจริงคดี 'บอส อยู่วิทยา' ธงเปลี่ยนกระบวนการยุติธรรม

คดี “บอส อยู่วิทยา” ที่พนักงานอัยการมีคําสั่งไม่ฟ้องและฝ่ายตํารวจไม่มีความเห็นแย้ง ยังคงอยู่ในความสนใจทั้งจากคนไทยและนานาชาติ โดยมีการพูดถึง วิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับขั้นตอนต่างๆ กระบวนการตัดสิน จนถึงการเรียกร้องให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

นายกรัฐมนตรี จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญา โดยมีคณะกรรมการจำนวน 10 คนโดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ เป็นประธานกรรมการ โดยคำสั่งแต่งตั้งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2563 เป็นต้นไป

อาจารย์วิชา เปิดเผยถึงการมาทำหน้าที่ประธานฯว่า นายกรัฐมนตรี ให้คนโทรมาหา บอกว่าอยากจะให้ไปเป็นประธานกรรมการฯ ผมก็เลยถามว่า แล้วมีผู้ร่วมงาน มีคณะกรรมการใครบ้าง ผมอยากจะทราบชื่อ เขาก็บอกว่าไม่มีชื่อ มีชื่อคือผมคนเดียว นอกนั้นจะเป็นโดยตำแหน่ง เขาก็ส่งมาให้ดูว่ามีอย่างนี้ ก็เลยโอเค เพราะเป็นเรื่องทางวิชาการ ซึ่งไม่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ และไม่เกี่ยวกับบุคคล เลยมีผมคนเดียว ที่เป็นตัวบุคคล และผมเองก็ไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่อะไรในทางให้คุณให้โทษ

“ผมก็ถามต่อไปว่า อำนาจหน้าที่ตรวจสอบเป็นอย่างไร เขาก็ให้ดูว่า มันเป็นอำนาจหน้าที่ ที่จะนำไปสู่การปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลง ผมก็บอกว่า ต้องเขียนให้ชัด ไม่ใช่ตรวจสอบเฉยๆ เป็นเรื่องของการตรวจสอบเพื่อให้ผลมันออกมา มีการเปลี่ยนแปลง เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า มีข้อบกพร่อง มีปัญหาอย่างอย่างนี้ แล้วกระบวนการยุติธรรมทางด้านอัยการ ศาล ตำรวจ ก็มีข้อเรียกร้องให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอด ก็เป็นที่ยอมรับกันว่า ถ้าผลของมันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ก็เป็นเรื่องที่ตรงเป้าหมาย ก็เลยรับ”

ต่อข้อถาม ถึงเรื่องตั้งกรรมการตรวจสอบจาก 3 ฝ่ายพร้อมกัน อัยการ ตำรวจ และนายกฯ ตั้ง ไม่มีให้เห็นบ่อย อาจารย์วิชา ระบุว่า คณะกรรมการที่เป็นของหน่วยงานนั้นๆ จะตั้งเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องตรวจสอบกันเอง หากเขามีข้อสงสัยก็ตั้งได้ ตำรวจก็ต้องตรวจสอบตำรวจ อัยการก็สั่งตรวจสอบอัยการ ซึ่งก็มีอย่างนี้ตลอด ถ้าผู้บังคับบัญชาสงสัย ก็ตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะตรวจสอบให้ชัดเจน ว่ามีการสั่งการไปอย่างไร เพราะมันมีช่องที่ไม่ถึงผู้บังคับบัญชาได้ อย่างกรณีนี้อาจจะถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่ง ที่ผู้บังคับบัญชาอ้างว่าไม่รู้เรื่องเลย

ส่วนจะให้หน่วยงานอื่นเป็นผู้ตรวจสอบ ส่วนใหญ่มาจากข้อบกพร่อง หรือมีข้อที่ตั้งเป็นข้อสงสัยของประชาชนข้อกังขาที่ประชาชนรู้สึกว่า มีเรื่องที่น่าจะตรวจในเชิงลึก ไม่ใช่ตรวจธรรมดาว่า มีข้อสังเกตอะไรตามที่ประชาชนเรียกร้อง หรือไม่อย่างไร พูดตรงๆ ว่าส่วนใหญ่จะเกิดกับคดีที่สำคัญ

เหมือนกับกรณีของต่างประเทศหลายๆ คดีที่เรียกว่าคณะกรรมการไต่สวนอิสระ ซึ่งผู้บังคับบัญชาสูงสุด อาจจะเป็นประธานาธิบดี นายกฯ หรือคนมีอำนาจโดยตรง ต้องการลงลึกถึงเรื่องราวทั้งหมด จะได้เรียกแต่ละฝ่ายมาเหมือนการบูรณาการ ไม่ใช่ตรวจกันเอง หมายความว่าให้อำนาจอิสระ ในการไปค้นหาความจริงแต่ละฝ่าย จากนั้นจะนำมาประมวล แล้วเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา ที่อังกฤษมีมาก เรียกว่าคณะกรรมการจริยธรรม ตรวจสอบหรือไต่สวนทางด้านจริยธรรมว่ามีข้อบกพร่องอย่างไร

ต่อข้อถามถึงกรณีที่ ป.ป.ช. ชี้มูลตำรวจ 7 นายที่ทำคดีนี้ อาจารย์วิชา ระบุว่า ยังไม่ได้อ่านสำนวนรายละเอียดโดยตรง เพราะเขาเปิดเผยเฉพาะเท่าที่เปิดได้ว่า ในส่วนของการทำงาน ทำไมกระบวนการทำสำนวนล่าช้า มันต่างจากการประพฤติมิชอบทุจริตหรือไม่ ซึ่งกระบวนการอย่างนั้น คงไม่ใช่แค่ภาคทัณฑ์ หรือตักเตือน

แต่กรณีนี้มุ่งเน้นว่าทำสำนวนล่าช้า ก็ถือว่าเป็นความผิดอันหนึ่ง แต่ลึกๆ ผมเข้าใจว่า ยังไม่ได้มีข้อกล่าวหา หรือตรวจสอบเรื่องทุจริต เรื่องทุจริตยังไม่ตกไป

เมื่อถามต่อว่า ความล่าช้าคดีถือเป็นความผิดปกติในกระบวนการยุติธรรมในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมาหรือไม่

อาจารย์วิชา กล่าวว่า อย่างน้อย ป.ป.ช.ก็ชี้มูลว่าเป็นข้อบกพร่องอย่างหนึ่ง ทำให้สำนวนขาดอายุความ ก็เป็นประเด็นที่ประชาชนก็รู้สึกคลางแคลงใจ พูดกันตรงๆ

ต่อข้อถามถึงความยากของคดีนี้คืออะไร

อาจารย์วิชา กล่าวว่า ไม่ใช่คดียาก คดีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทุกวัน ในประเทศไทยมีคดีที่เกิดจากอุบัติเหตุมากสุดในโลก คนก็ตายเนื่องจากอุบัติเหตุตลอดเวลา จนเรียกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่คดีซับซ้อน มันมีแบบแผนในการตรวจสอบ จะมีความเห็นผู้เชี่ยวชาญประกอบกัน เป็นแพลตฟอร์ม และไม่ได้เป็นเรื่องซับซ้อนสำหรับพนักงานสอบสวน เพียงแต่จำเลย หรือตกเป็นผู้ต้องหามีอะไรพอสมควร ที่ทำให้ยากที่จะจัดการ

“เค้ามีถ้อยคำอยู่ว่า กระบวนการยุติธรรม ถ้าซื้อได้เมื่อไหร่ อันตราย เราไม่รู้ว่า มีเรื่องนี้หรือไม่ในกระบวนการ แต่เป็นคำเตือนใจ จากองค์กรความโปร่งใสนานาชาติ ที่บอกว่าการที่กระบวนการยุติธรรม ปล่อยให้มีการซื้อได้ หรือใช้เงินซื้อได้ จะก่อให้เกิดความเสื่อมอย่างร้ายแรง เกิดการทุจริตในระบบ ฉะนั้นจึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม อย่าใหคนเข้าใจอย่างนี้ ถ้าเข้าใจผิด ก็ต้องแก้ไขโดยเร็ว ทำให้ความจริงปรากฎ”

สำหรับแนวทางการทำงาน อาจารย์วิชา ระบุว่า เตรียมเรียกประชุม ผู้เชี่ยวชาญ และอาจต้องมีไทม์ไลน์ ย้อนหลังว่า ควรสอบตรงไหน ที่เป็นข้อพิรุธ ข้อสงสัย เพื่อทำให้กระจ่าง ดูว่าที่ผ่านมาติดขัดตรงไหน เท่าที่ผมทราบทางฝ่ายอัยการ(ซึ่งไม่ใช่ผู้ปฏิบัติหน้าที่) ก็ให้ข้อมูลมา เท่าที่ทราบ คือผ่านมาแล้วหลายอัยการสูงสุด และอัยการหลายคณะ ซึ่งหลายๆ คณะไม่รับทำ ไม่เอา ไม่สอบใหม่ เพราะยังยึดถือว่า “สั่งฟ้อง” อยู่ เพราะการจะออกหมายจับได้ ต้องสั่งฟ้อง