สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ของประเทศไทย ไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศมาแล้ว 16 วัน
ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ทยอยคลายล็อกเพื่อให้กิจการ-กิจกรรมทางเศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้
โดยยังใช้กฎเหล็กจากการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คอยควบคุมไม่ให้ “เจ้าของกิจการ” ฝ่าฝืนมาตรการ-คำสั่ง ที่ศูนย์ ศบค.กำหนดแนวทางปฏิบัติ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ ซึ่งตั้งแต่คลายล็อกเฟส 1-3 ถือว่าประสบความสำเร็จ
ล่าสุดคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มี “พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นประธาน เตรียมเสนอคลายล็อก เฟส 4
โดยมีแนวโน้มสูงที่จะอนุญาตให้ร้านอาหารจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ แต่ยังไม่อนุญาตให้เปิด สถานบันเทิง อาทิ ผับ บาร์ อาบอวดนวด เป็นต้น เพราะยังมีความเสี่ยงสูงอยู่
แต่ที่ต้องจับตาคือ การยกเลิกมาตรการห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานทั่วราชอาณาจักร หรือ เคอร์ฟิว ระหว่างเวลา 23.00-03.00 น. โดยมี 2 สูตร สูตรแรกทดลองยกเลิกก่อน 15 วัน ระหว่างนั้นจะประเมินพฤติกรรมประชาชนว่า หากไม่บังคับใช้เคอร์ฟิว จะสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโควิด-19 หรือไม่
สูตรที่สอง ประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวแบบไม่มีกำหนด แต่จะประเมินพฤติกรรมของประชาชนรายสัปดาห์ หากพบว่าสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด ศบค.จะประกาศให้กลับมาบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิวทันที ตามอำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
โดย ศบค.คาดการณ์เอาไว้ว่า จะสามารถยกเลิกเคอร์ฟิวได้ในวันที่ 15 มิ.ย.นี้
เมื่อมาตรการคลายล็อกถูก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม นำไปผูกโยงกับการใช้อำนาจพิเศษ มาตรการคลายล็อกจึงถูกใช้เป็นข้ออ้างในการต่ออายุการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ทั้งที่หลายฝ่ายมองว่า ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ภายในประเทศเป็น “ศูนย์” มา 16 วันติดต่อกัน
แต่กลับมีความเป็นไปได้สูงที่ “พล.อ.ประยุทธ์-ศบค.” จะเสนอให้ที่ประชุมครม.อนุมัติให้ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จากเดิมที่จะสิ้นสุดภายในวันที่ 30 มิ.ย. ให้บังคับใช้ต่อไปอีก 1 เดือน จนถึงวันที่ 31 ก.ค.
แม้ “พล.อ.ประยุทธ์” จะนำสถานการณ์โควิด-19 มาเป็นเหตุผลในการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ข้อเท็จจริง หนีไม่พ้นเหตุผลทางการเมือง ที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ต้องการควบคุมไม่ให้เกิดการชุมนุมขึ้น เพราะอาจจะสั่นคลอนสถานภาพของรัฐบาลได้
เพราะหากย้อนไปก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 “ม็อบนักศึกษา” กำลังจุดติดและเติบโตจากผลพวงของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) จน “นักศึกษา-นักเรียน” ออกมาจัดแฟลชม็อบเกือบทุกสถาบันการศึกษา
ซึ่งหากมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจจะเป็นเรื่องยากที่ “พล.อ.ประยุทธ์-รัฐบาล” จะรับมือกับแฟลชม็อบนักศึกษา-นักเรียน ซึ่งจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 กระแสแฟลชม็อบ นักศึกษา-นักเรียน ซาลงไป แต่ไม่ใช่ว่าเชื้อไฟจะมอดดับลง
ยิ่งมีกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อเท็จจริง กรณี “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” ลี้ภัยการเมืองอยู่ในประเทศกัมพูชา หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เหมือนเป็นชนวนจุดไฟให้ นักศึกษา-นักเรียน ออกมาชุมนุมเรียกร้องอีกครั้ง
เมื่อรวมกับเชื้อเก่ากรณียุบพรรคอนาคตใหม่ยังไม่มอดดับสนิท มาเจอแรงบวกจากกรณี “วันเฉลิม” อาจจะทำให้แฟลชม็อบเติบโตมากกว่าเก่า ทางเดียวของ “พล.อ.ประยุทธ์-รัฐบาล” คือการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซื้อเวลาให้กระแสตามหาข้อเท็จจริงการหายไปตัวไปอย่างลึกลับของ “วันเฉลิม” อ่อนแรงลง
ซึ่ง “พล.อ.ประยุทธ์-รัฐบาล” รอประเมินความเคลื่อนไหวของ “คณะก้าวหน้า-พรรคก้าวไกล” และบรรดาหัวขบวนประชาธิปไตยว่า จะพลิกเกมเลี้ยงกระแสได้ต่อไปนานเท่าไร หากกระแสถูกลากยาวการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อาจจะจำเป็นต้องลากยาวเช่นกัน
แถมสถานการณ์ภายใน พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยังเปิดศึกแย่งเก้าอี้กรรมการบริหารพรรค เพื่อต่อยอดเก้าอี้รัฐมนตรี หากปล่อยให้เปิดศึกกันเอง จนมีมือที่ 3 เข้ามาปลุกปั่น มีโอกาสที่จะถูกใช้เป็นชนวนจุดความขัดแย้งขึ้นมาได้เช่นกัน
งานของ “พล.อ.ประยุทธ์” จึงต้องเคลียร์ปัญหาภายในพรรค พปชร.ให้จบเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ เจ็บช้ำ-ชอกช้ำ ไปมากกว่าที่เป็นอยู่ การปรับ ครม.จึงมีโอกาสเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดการเดิม
ภาพรวมสถานการณ์โควิด-19 ในเวลานี้ มีผลต่อเสถียรภาพของ “พล.อ.ประยุทธ์-รัฐบาล” น้อยกว่าปัจจัยทางการเมือง ดังนั้นการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อาจจะถูกพิจารณาจากสถานการณ์ทางการเมืองเป็นหลัก!





