ครม. เตรียมลงมติรับทราบผ่านร่างพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้าน แก้วิกฤติโควิด-19 และมีมาตรการเยียวยาผู้ประกันตน ม.33 -ภาคท่องเที่ยว-เกษตรกร
เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 63 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีผ่านระบบ Video Conference ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยที่รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงนั่งประชุมอยู่ที่กระทรวงของตัวเองโดยวาระการพิจารณาที่น่าสนใจวันนี้ คือการพิจารณาร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จะส่งเรื่องกลับมายังที่ประชุม ครม. ให้มีมติรับทราบหลังจากได้เห็นชอบในหลักการไปแล้ว โดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุขั้นตอนว่า จากนั้นจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ และหลังจากโปรดเกล้าฯ แล้วจะนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏรที่จะเปิดประชุมในวันที่ 22 พ.ค.นี้ โดยจะไม่มีการเรียกประชุมก่อนถึงวันที่เปิดประชุมสมัยสามัญ เพราะอาจเกิดปัญหาเรื่ององค์ประชุมได้ อย่างไรก็ตาม การพิจารณากฎหมายขึ้นอยู่กับสภาผู้แทนราษฎรว่าจะใช้เวลาในการพิจารณากี่วัน แต่ พ.ร.ก.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว หากสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบเรื่องนี้ก็ตกไปและหยุดปฏิบัติ แต่ที่ผ่านมาก็สมบูรณ์ดี
ส่วนมาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา เยียวยา ลดผลกระทบจากโควิด กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. อนุมัติจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกร แก้ปัญหาวิกฤต โควิด-19 และภัยแล้ง รายละ 15,000 บาท จำนวน 9 ล้านครัวเรือน แต่จ่ายครั้งเดียว ทั้งนี้ จะยึดโยงข้อมูลที่เกษตรกรขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนหน้านี้ และตรวจสอบกับฐานข้อมูลของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือ ธ.ก.ส. โดยการจ่ายเงินให้กลุ่มเกษตรกรจะจ่ายเพียงรอบเดียว 15,000 บาท ต่างจากการจ่ายเยียวยา 5 พันบาทให้อาชีพอิสระที่จ่ายเป็นรายเดือนไป 3 เดือนก่อนจะขยายออกไปภายหลัง อย่างไรก็ดี ข้อมูลของกระทรวงการคลังกับกระทรวงเกษตรฯ ยังไม่ตรงกันในแง่จำนวนครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร นอกจากนี้จะมีการพิจารณาถึงการจ่ายเงินชดเชยกรณีปิดกิจการชั่วคราวให้กับลูกจ้างผู้ประกันตน มาตรา 33 ในกลุ่มโรงแรม ท่องเที่ยว และบริการ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะผ่านการเห็นชอบ อนุมัติเงินชดเชยให้รายละ 9,300 บาท หลังสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณา ให้ลูกจ้างในธุรกิจท่องเที่ยว 11 สาขาอาชีพ ได้รับเงินชดเชยการว่างงาน จากกองทุนประกันสังคม ตามเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนด 62% ของค่าจ้างรายวัน อันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย เนื่องจากเจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราว เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ขณะที่ 2 ใน 13 สาขาอาชีพ ได้แก่ มัคคุเทศก์ อยู่ในเกณฑ์ได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน
ด้านกระทรวงแรงงานจะนำเสนอแผนการจ่ายเงินเยียวยาให้กับแรงงานกลุ่มลูกจ้างผู้ประกันตน ม.33 (แรงงานที่มีนายจ้าง) ให้ได้รับเงินเยียวยาอย่างเร็วไม่เกินวันที่ 17 เม.ย.นี้ หรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 20 เม.ย.นี้ ทั้งนี้ บอร์ดประกันสังคมเตรียมเสนอ ครม.พิจารณา เยียวยาผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 โดยคณะกรรมการประกันสังคมมีมติรับทราบตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา กรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกันตน และได้เสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความคำว่าเหตุสุดวิสัยครอบคลุมไปถึงไหน ซึ่งทางคณะกรรมการกฤษฎีกาได้แจ้งว่า เหตุสุดวิสัยนี้ให้รวมถึงกรณีที่ผู้ประกอบการปิดตัวเองลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยโควิด-19 ด้วย ทาง ครม. จึงให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปปรับกฎกระทรวงแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรา 79/1 ของ พ.ร.บ.ประกันสังคม เพื่อให้ครอบคลุมกรณีผู้ประกันตน ม.33 จะได้รับการเยียวยาเงินว่างงานจากกองทุนประกันสังคม ในกรณีโควิด-19 หรือกรณีที่สถานประกอบกิจการปิดตัวเองลงด้วย รวมถึงให้ทางสำนักงานประกันสังคมเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ และวินัยการเงินการคลังเสนอไปทาง ครม. ให้พิจารณา ส่วนแรงงานรับจ้างที่ภาครัฐไม่มีคำสั่งปิดสถานประกอบการ แต่ได้รับผลกระทบประมาณ 8 แสนคน ก็จะนำเสนอ ครม.เช่นกัน เพื่อพิจารณาว่าแรงงานจำนวน 8 แสนคน จะเข้าข่ายการได้รับเงินเยียวยาจากเหตุสุดวิสัยเพิ่มเติมหรือไม่
ด้านกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และกระทรวงสาธารณสุข เสนอมาตรการบูรณาการเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ในการตรวจคัดกรองและการกักตัวทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในอนาคตนอกจากนี้ยังมีวาระเกี่ยวกับผู้เลี้ยงโคนมที่รับผลกระทบจากโควิดเช่นกัน โดยขอให้รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีเพิ่มงบประมาณวันดื่มนมโรงเรียนชนิด ยู.เอช.ที ในวันเสาร์-อาทิตย์ จากเดิมเป็น 260 วันเป็น 365 วัน 2. ขอรับความช่วยเหลือเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับสหกรณ์และผู้ประกบการที่ต้องรับน้ำนมดิบในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ผลิตไว้และแปรรูปเป็นนมยู.เอช.ที สำหรับช่วงนี้ส่วนวาระอื่นๆ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะเสนอให้ที่ประชุมครม.อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม วงเงินรวม 1,443 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.การเพื่อช่ยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงวันที่ 1-30 มิถุนายน 2562 จำนวน 1.5 แสนรายได้รับเงินชดเชยส่วนในโครงการประกันรายได้เพิ่มเติมในอัตรา 29 สตางค์ต่อกิโลกรัม วงเงินรวม 670 ล้านบาท 2.การเพิ่มวงเงินชดเชยให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง 460 ล้านบาท และ 3.การทำประกันภัยพืชผลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้กับเกษตรกร หากประสบปัญหาภัยพิบัติ วงเงิน 313 ล้านบาท





