"ชวลิต" ชี้ยุค "ข้าวยาก หน้ากากแพง" รัฐบาลต้องจัดการรายใหญ่ที่กักตุน และลักลอบส่งออก กับกระจายหน้ากากอนามัยอย่างทั่วถึง
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นต่อการบริหารจัดการหน้ากากอนามัยให้ถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึง สรุปว่า ปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่งในกระบวนการแก้ปัญหาไวรัสโควิด-19 ของรัฐบาล คือ หน้ากากอนามัยขาดแคลน หาซื้อยาก และราคาแพง
ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงปัญหาบุคคลในแวดวงการเมืองฝ่ายรัฐบาลถูกกล่าวหาว่า สนับสนุนการลักลอบส่งออกหน้ากากอนามัยบ้าง กักตุนหน้ากากอนามัยไว้จำหน่ายราคาแพงบ้าง โดยกรณีใหญ่ๆ ดังกล่าวไม่มีความคืบหน้าใดๆ ส่วนที่จับได้เป็นคดีความถึงศาล ล้วนแต่ปลาซิว ปลาสร้อย ที่ต้องติดคุก รัฐบาลต้องรีบเคลียร์ปัญหาใหญ่ๆ ในประเด็นหน้ากากอนามัยล่องหนที่ยังค้างคาอยู่ ไม่ควรให้ใครมาหากินบนความเดือดร้อนของประชาชน ต้องดำเนินคดีโดยรวดเร็วและเด็ดขาด ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง
ส่วนการบริหารจัดการในการกระจายหน้ากากอนามัยให้กับประชาชนทั่วไปในปัจจุบัน นั้น ผมได้รับการร้องเรียนจากเภสัชกรซึ่งอยู่ประจำร้านขายยาหลายแห่ง สรุปว่า เดิมก่อนเกิดวิกฤติขาดแคลนหน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ร้านขายยา เป็นจุดกระจายหน้ากากอนามัยให้กับประชาชนภายในประเทศก่อนที่จะมีวิกฤติการณ์อยู่ก่อนแล้ว จนมาเกิดวิกฤติ กระทรวงพาณิชย์ได้นำหน้ากากอนามัย กระจายผ่านร้านธงฟ้า รวมร้านขายยาในบางแห่ง ซึ่งได้รับการจัดสรรน้อย และไม่ทั่วถึง
การกระจายหน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ป้องกันฯ ผ่านร้านขายยา ทำให้ประชาชนได้รับความรู้ คำแนะนำ เฝ้าระวังและป้องกันตนเองจากโรคระบาด โดยเภสัชกรผู้มีความรู้ด้านยา สุขภาพ และโรคระบาด สามารถให้ความรู้เรื่องอุปกรณ์ฆ่าเชื้อ เจล และสเปรย์อัลกอฮอล์ ในการฆ่าเชื้อ ตามมาตรฐานทางวิชาการ
แต่ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์มีนโยบายยกเลิกการกระจายสินค้าหน้ากากอนามัยผ่านร้านขายยา และได้เปลี่ยนมาเป็นกระจายสินค้าผ่านห้างสรรพสินค้าแทน รายละเอียดตามหนังสือกระทรวงพาณิชย์ ด่วนที่สุด ลงวันที่ 20 มีนาคม 2563
จากการตรวจสอบข้อมูลในเบื้องต้น ปัจจุบันประเทศไทย มีร้านขายยาทั่วประเทศประมาณ 20,000 ร้าน ดังนั้น รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ควรให้ประชาชนได้เข้าถึงหน้ากากอนามัยอย่างทั่วถึง ผ่านช่องทางร้านขายยาด้วย มิใช่ออกมาตรการผ่านทางห้างสรรพสินค้าเท่านั้น เพราะอาจถูกมองว่าเอื้อแต่นายทุน เจ้าสัวเป็นหลัก แทนที่จะมองประโยชน์ และความสะดวกของประชาชนเป็นหลัก
ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงพาณิชย์ได้ทบทวนการจัดสรรสินค้าหน้ากากอนามัยให้ประชาชน ผ่านทางร้านขายยา ซึ่งกระจายอยู่ตามจังหวัดอำเภอ ตำบล หมู่บ้านต่างๆ กว่า 20,000 ร้าน ดังกล่าวข้างต้นด้วยควบคู่กันไปกับห้างสรรพสินค้า ประชาชนจะได้เลือกซื้อตามความสะดวก โดยเฉพาะในชนบทประชาชนยังต้องพึ่ง ต้องรับฟังคำแนะนำจากเภสัชกร





