ครม.มีมติรับทราบผลประชุมคณะทำงานร่วมไทย-เมียนมา ส่งผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมากลับประเทศ ครั้งที่ 3
เมื่อวันที่ 7 ม.ค.63 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. ได้รับทราบผลการประชุมคณะทำงานร่วมไทย – เมียนมา ในการเตรียมการส่งผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมากลับประเทศ ครั้งที่ 3 และการประชุมคณะทำงานร่วมระดับเทคนิคไทย– เมียนมา ในประเด็นผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ครั้งที่ 1 โดยมีสาระสำคัญคือ ไทยได้ให้ที่พักพิงแก่ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ตั้งแต่ปี 2527 ปัจจุบันมีผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาอาศัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา 9 แห่ง ใน 4 จังหวัดชายแดนไทย – เมียนมา ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน 4 แห่ง (บ้านแม่สุริน บ้านใหม่ในสอย บ้านแม่ลามาหลวง บ้านแม่ละอูน) จังหวัดตาก 3 แห่ง (บ้านนุโพ บ้านแม่หละ บ้านอุ้มเปี้ยม) จังหวัดกาญจนบุรี 1 แห่ง (บ้านต้นยาง) และจังหวัดราชบุรี 1 แห่ง (บ้านถ้ำหิน) รวมจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 115,598 คน โดยทั้งหมดอยู่ระหว่างรอเดินทางกลับเมียนมาเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย ซึ่งตั้งแต่ปี 2559 รัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมาได้ร่วมมือกันส่งผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมากลับโดยสมัครใจอย่างต่อเนื่อง รวม 4 ครั้ง จำนวนทั้งสิ้น 1,039 คน
น.ส.ไตรศุลี กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมมีมติดังนี้คือ 1.ฝ่ายเมียนมาได้ตอบรับข้อเสนอของฝ่ายไทยในการกำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน ต้องมีการส่งกลับอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง คือ ก่อนฤดูฝน ดำเนินการในเดือนมกราคม และส่งกลับในเดือนพฤษภาคม และหลังฤดูฝน ดำเนินการในเดือนสิงหาคม และส่งกลับในเดือนธันวาคม หรืออาจจะมีมากกว่า 2 ครั้ง หากมีผู้ประสงค์จะเดินทางกลับเป็นจำนวนมาก 2.การจ้างงานผู้หนีภัยจากการสู้รบเข้ามาทำงานในไทยอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเดินทางกลับเมียนมา เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้หนีภัยเดินทางกลับประเทศและกลับเข้ามาใหม่ 3.การให้ความช่วยเหลือในการตั้งถิ่นฐานที่ยั่งยืน โดยการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของรัฐคะหยิ่น และรัฐมอญของเมียนมา และ 4.ฝ่ายไทยได้ขอให้ฝ่ายเมียนมาพิจารณาใช้จุดผ่านแดนถาวรบ้านพุน้ำร้อน และบ้านทิกิ จ.กาญจนบุรี ในการส่งตัวกลับเข้าประเทศ ทั้งนี้ได้มีการเปิดจุดผ่านแดนนี้แล้ว ส่วนกระบวนการในการส่งกลับจะต้องอยู่บนพื้นฐานของกรอบความร่วมมือของไทยและเมียนมา โดยฝ่ายเมียนมาไม่ขัดข้องหากสหภาพยุโรป และ ยูเอ็นเอ็ชซีอาร์ จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือในด้านการศึกษา หรือด้านสาธารณสุข





