วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พระบรมราโชบาย“ในหลวง”แก้น้ำท่วม

นายกฯเผย “ในหลวง” ทรงห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วม พระราชทานพระราโชบายแก้ปัญหาอย่างมีแบบแผน ก.เกษตรฯสั่งรวบรวมความเสียหายภายใน 1 สัปดาห์หลังน้ำลด จ่อชงแพ็คเกจฟื้นฟูเข้า ครม. ขณะที่ 4 จังหวัดอีสาน เตือนภาคกลาง-ใต้ตอนบน 19-23ก.ย.ฝนหนักซ้ำ-น้ำหลาก

หลายจังหวัดภาคอีสานยังเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมอย่างหนัก แม้ปริมาณน้ำจะทยอยลดลง ล่าสุด วานนี้ (19 ก.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม พร้อมคณะ อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำใน จ.อุบลราชธานี พร้อมทั้งเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย

พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางว่า ขณะนี้มี 4 จังหวัดที่น้ำยังไม่ลดระดับ รัฐบาลเห็นใจและจะทุ่มเทตรงนี้ดูแล บ้านไหนเสียหายทั้งหลัง ต้องเร่งซ่อมแซมก่อน ถ้าทำพร้อมกันได้ ก็จะทำทั้งหมด บางส่วนใช้ทั้งเงินของรัฐบาลและเงินบริจาค เพราะยังใช้เงินราชการไม่ได้ เราต้องทำให้เร็ว โดยไม่ทิ้งระเบียบขั้นตอนกฎหมาย ไม่ใช่ไปแจกเงิน งบฯตรงนี้ไม่ใช่เงินของนายกฯ แต่เป็นเงินของรัฐบาล เป็นภาษีของคนทั้งประเทศ ต้องมีขั้นตอนตามระเบียบ ไม่เช่นนั้นจะโดนเรื่องทุจริต แล้วใครจะรับผิดชอบ

นายกฯ ยังระบุด้วยว่า ขณะเดียวกันสิ่งสำคัญที่สุดอีกคือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระราโชบายในการแก้ปัญหาน้ำท่วมให้กับรัฐบาลด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ซึ่งเราได้เริ่มดำเนินการตามแผนมาทั้งหมด และได้กราบบังคมทูลฯให้พระองค์ทรงทราบแล้ว พระองค์ทรงห่วงใย และให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะจิตอาสาที่ช่วยประชาชน”

“วันนี้ทุกคนต้องมีกำลังใจร่วมกัน ในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมลงมา พระองค์ทรงพระราชทานมาอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่าง ทุกเรื่อง พระองค์ทรงให้กำลังใจรัฐบาล เสนอแนวทางในการปฏิบัติ ซึ่งเราก็รับใส่เกล้าฯ นำมาสู่ในการปฏิบัติ พระองค์ทรงห่วงใย และให้เราทำงานอย่างมีแบบแผน เหมือนที่ทหารทำ หากประชาชนไม่มีความสุขใจ ก็เครียด รัฐบาลก็ยิ่งเครียด เพราะคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะแก้ปัญหาไปให้ได้พร้อมๆ กัน” นายกฯ กล่าว

ถามหาส.ส.พื้นที่-พท.โต้กลับ

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เยี่ยมผู้ประสบอุทกภัย ณ ศูนย์พักพิงมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ต.แสนสุข อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี โดยชี้แจงว่า “ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมจ่ายเงินช่วยเหลือ แต่จะแจกเงินคนละ 1,000 หรือ 5,000 บาท คงไม่ได้ เพราะไม่ทั่วถึง จึงค่อยมาดูแลตอนซ่อมแซมบ้านเรือน รัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลขี้เหนียว แต่ต้องรอบคอบ วันนี้ทุกคนต้องร่วมมือกัน เราจะเกลียดใครไม่ได้” 

 ทั้งนี้ในช่วงหนึ่งนายกฯ ได้ถามหา ส.ส.เพื่อไทย ในพื้นที่ ที่ชาวบ้านเลือกมา แต่ไม่เห็น ทำให้ต่อมานายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ ยืนยันว่า ส.ส.เพื่อไทยดูแลช่วยเหลือประชาชนมาตลอดอย่างต่อเนื่อง “คนที่ไปช่วยเหลือพี่น้อง ไม่ว่าพรรคไหน กลุ่มไหน ผมถือว่าดีทั้งนั้น หากคนเป็นนายกฯ ไม่มีวุฒิภาวะแบบนี้ ต้องขอต่อว่าบ้าง”

 ทางด้านนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนมีแนวคิดว่าจะตั้งวอร์รูมบริหารจัดการน้ำท่วม ที่ทำเนียบฯ โดยจะเปิดในวันที่ 23 ก.ย.นี้ เพื่อทำหน้าที่รับเรื่อง ประสานงาน และประชาสัมพันธ์ทุกวันว่าเงินที่ได้รับบริจาคมาถูกแจกจ่ายไปที่ใคร จำนวนเท่าไหร่ เพราะการที่คนทั่วไปไม่ทราบรายละเอียดตรงนี้ ทำให้ตั้งคำถามว่าทำไมเราดำเนินการล่าช้า

นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงตัวเลขการรับบริจาคไม่ตรงกับยอดเงินที่ถูกโอนเข้าบัญชีของกองทุนว่า เงินบริจาคมีการลงทะเบียนไว้ก่อน แล้วจะติดต่อให้โอนเงินเข้าบัญชี จึงลงทะเบียนแยกไว้ 2 ยอด ขณะนี้เงินกำลังทยอยเข้า ส่วนการอนุมัติเงินกองทุนฯ ปลัดสำนักนายกฯ และ รมต.ประจำสำนักนายกฯ สามารถอนุมัติใช้ได้ทันที โดยผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ โดยหากเข้าเกณฑ์ก็เซ็นได้ทันที ที่ผ่านมาอนุมัติหลายรายแล้ว

“รัฐบาลทำงานลงไปช่วยประชาชนตั้งแต่วันแรก แต่เมื่อไม่มีการเผยแพร่ข่าว จึงดูเหมือนว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไร โดยศูนย์ที่จะตั้งขึ้นโดยคำสั่งที่ลงนามโดยนายกฯ สื่อมวลชนจะได้รับข้อมูลเป็นรายวัน และเงินกองทุนฯใช้ในภารกิจช่วยเหลือทุกภัยพิบัติ ไม่เฉพาะน้ำท่วมเท่านั้น ซึ่งการเบิกจ่ายทุกอย่างจะต้องมีหลักฐานส่งเข้ามา”

กษ.สั่งสำรวจพื้นที่เสียหายใน1สัปดาห์

ขณะที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเข้าสำรวจพื้นที่ประกาศเขตภัยพิบัติ เพื่อสำรวจรวบรวมพื้นที่เกษตรได้รับความเสียหายทันทีภายใน 1 สัปดาห์ หลังจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคอีสานคลี่คลาย โดยทุกจังหวัดจะต้องดำเนินการขั้นตอนทุกอย่างอย่างรวดเร็ว ห้ามล่าช้า อย่าให้มีเรื่องร้องเรียนเกิดขึ้น ซึ่งได้มีคำสั่งไปแล้วเรื่องจำนวนพื้นที่ความเสียหาย ตัวเลขงบฯ ช่วยเหลือเกษตรกรกี่ครัวเรือน จะต้องสรุปให้ได้ภายใน 1 เดือน

“ผมได้หารือกับท่านนายกฯ และผอ.สำนักงบประมาณ ในเรื่องที่ขั้นตอนบางขั้นตอนที่ต้องขอรวบรัดเพื่อให้จบภายใน1เดือน โดยขอเวลาสำรวจความเสียหาย 1 สัปดาห์ เมื่อรวมเวลาสำรวจและขั้นตอนต่างๆประมาณ 5 สัปดาห์ จะได้ตัวเลขสรุป เข้า ครม. ขออนุมัติงบกลาง ผมสั่งเด็ดขาด อย่าแช่เรื่องจนเกิดความล่าช้า เพราะชาวบ้านเขาทุกข์มาก ความเดือดร้อนเกษตรกรรอไม่ได้ ดังนั้นหลังน้ำลดดำเนินการทันทีโดยต้องทำทุกอย่างทำให้โปร่งใส แก้ไขปัญหาชาวบ้านได้ทันการณ์ด้วย”

เร่งสำรวจแก้มลิงกักเก็บน้ำ

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมลุ่มน้ำชี-มูล และจ.อุบลราชธานี ขณะนี้สามารถใช้เครื่องผลักดันน้ำเข้าไปช่วยเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง 260 เครื่อง ทำให้ระบายเร็วขึ้นถึง 30-40% ส่งผลน้ำท่วมลดระดับลงเร็วกว่าคาดการณ์ไว้ โดยกรมชล ประทาน เข้าไปทำทุกอย่างทุกวิธีทางที่จะผลักดันน้ำลงโขง จากเบื้องต้นคาดการณ์ไว้ว่าระดับน้ำกลับสู่ตลิ่งในวันที่ 29 ก.ย. ตอนนี้สามารถลงได้เร็วกว่านั้น 3-4 วัน นับเป็นข่าวดีมาก ซึ่งชาวบ้านสามารถกลับเข้าบ้านเรือนได้ในสัปดาห์นี้ อีกทั้งลดความเสียหายลงด้วย ซึ่งต้องยกให้เป็นเครดิตของกรมชลประทาน ที่ไปดูหาช่องทางเร่งดึงน้ำ

รวมทั้งได้สั่งให้เก็บน้ำส่วนหนึ่งไว้ใช้ในฤดูแล้ง ดึงเข้าแก้มลิง แหล่งน้ำตรงจุดไหน ให้ดึงเก็บน้ำเข้าไปไว้ ตั้งแต่ต้นน้ำชี-มูล ลดทอนน้ำ หน่วงน้ำไว้ จนมาถึงจ.อุบลราชธานี เพราะลักษณะของลุ่มน้ำชี-มูล น้ำมาเร็วไปเร็ว ซึ่งนายกฯสั่งสำรวจพื้นที่แก้มลิง ที่ลุ่มต่างๆ กักเก็บน้ำไว้มากที่สุด

4จว.อีสานชาวบ้านหนีน้ำ 2 หมื่น

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ยโสธร อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด และศรีสะเกษ อพยพประชาชน 20,620 คน ในพื้นที่ 4 จังหวัด รวม 78 จุด ได้แก่ อุบลราชธานี 46 จุด รวม 19,833 คน ยโสธรอพยพประชาชน 6 จุด รวม 247 คน ร้อยเอ็ด 22 จุด รวม 130 คน ศรีสะเกษ อพยพประชาชน 4 จุด รวม 410 คน

ทั้งนี้ ปภ.ได้ร่วมกับจังหวัด หน่วยทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมเจ้าหน้าที่ วัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและคลี่คลายสถานการณ์ภัย โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกเครื่องส่งสูบน้ำระยะไกลเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง รวมถึงแจกจ่ายอาหารปรุงสุก น้ำดื่ม และถุงยังชีพ

เตือนภาคกลาง-ใต้ตอนบน 19-23ก.ย.

นายชยพล กล่าวต่อว่า จากการได้ติดตามสภาพอากาศ พบว่าร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศกัมพูชา ทำให้ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางมีฝนตกเพิ่มขึ้นและฝนหนักบางพื้นที่ ประกอบกับในช่วงวันที่ 22-23 ก.ย. ร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง และภาคใต้ตอนบน ทำให้มีฝนเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ในช่วงวันที่ 19 - 23 ก.ย.

อีกทั้งคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบน และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร โดยมีพื้นที่เสี่ยงภัย โดยพื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ประกอบด้วย ภาคตะวันออก ได้แก่ จันทบุรี ตราด ภาคกลาง ได้แก่เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร ระนอง พื้นที่เฝ้าระวังคลื่นลมแรง ประกอบด้วย ภาคกลาง ได้แก่ ระยอง จันทบุรี ภาคใต้ ได้แก่ ระนอง พังงา และภูเก็ต