“ธนาธร” เผยยอมลดอัตตา หารือแนวร่วมต้านคสช.สืบทอดอำนาจ เย้ยซีกพปชร.มีแค่ 121 เสียง ประกาศตั้งรัฐบาล ตั้งได้คงมี 20 พรรคร่วมฯ มั่นใจเคลียร์ปมหุ้นสื่อ 13 บริษัท “ปิยะบุตร” แฉส.ส.พรรคถูกทาบ ขู่ไม่หยุดจะแฉหลักฐาน
เมื่อวันที่ 10 พ.ค.62 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายธนาธร จงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค และน.ส.พรรณิการณ์ วานิช โฆษกพรรค เข้ารับหนังสือรับรองส.ส. โดยนายธนาธร กล่าวว่า ตนขอสัญญากับประชาชนส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ทุกคนจะทำหน้าที่อันทรงเกียรตินี้อย่างเต็มความสามารถ และให้สัญญาว่าส.ส.ทั้ง 80 คนจะไม่นำเงินภาษีของประชาชนเพื่อประโยชน์ส่วนตน ไม่มีการคอร์รัปชั่น จะไม่โออวดและไม่ใช้อำนาจที่ได้มาจากประชาชนทำให้ประเทศชาติเสียหาย ทั้งนี้ตนและแกนนำพรรคมีความเชื่อมั่นว่าส.ส.ของพรรคจะยึดมั่นในอุดมการณ์ ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้ ดังนั้นเชื่อว่าจะไม่มีส.ส.คนใดที่ไปยกมือสนับสนุนให้กับเผด็จการสืบทอดอำนาจ แต่ยืนยันว่าไม่ได้ให้ส.ส.เซ็นใบลาออกล่วงหน้า
เมื่อถามว่าพรรคอนาคตใหม่ยังยืนยันที่จะจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า การลงนามร่วมกันหลังการเลือกตั้งนั้นเป็นการสร้างแนวร่วมต่อต้านการสืบทอดอำนาจของคสช.ส่วนการที่จะร่วมรัฐบาลกับใครยังอยู่ในขั้นตอนที่กำลังพูดคุยกันอยู่ ยังไม่มีข้อสรุป และการที่สังคมปักใจเชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)จะจัดตั้งรัฐบาลได้นั้นก็เป็นเรื่องที่เกินไปเพราะพรรคพปชร. และพรรคที่เสนอพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯอีกรอบ มีเสียงเพียง 121 เสียงเท่านั้น ถ้าต้องการให้มีเสียงเกิน 250 เสียง อาจทำให้มีพรรคร่วมรัฐบาล 20 พรรค ซึ่งการเจรจาต่อรองกับ 20 พรรคการเมืองไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่าย ดังนั้นขอให้รอดูอีกสักพักเพราะทางพรรคอนาคตใหม่กำลังพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะยุติการสืบทอดอำนาจของคสช. อย่างไรก็ตาม ตนไม่เคยบอกว่าจะเสนอชื่อตนเองเป็นนายกฯ
เมื่อถามต่อว่าจะมีขั้วการเมืองใหม่เกิดขึ้นหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ตนพูดอะไรไม่ได้มากจะต้องเคารพกับคนที่เรากำลังเจรจาด้วย การจะบอกว่าพูดคุยอะไรกับใครเอาไว้บ้างต่อสาธารณะในตอนนี้จะเป็นการไม่ให้เกียรติผู้ที่เจรจา ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทยนั้น เรื่องดังกล่าวขอให้เป็นการพูดคุยของพรรคการเมือง ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ และไม่ขอตอบว่ามีการประสานหรือมีการพูดคุยไปแล้วหรือไม่ แต่เรายังเชื่อว่าแนวทางดังกล่าวมีความเป็นไปได้ เพื่อยุติการสืบทอดอำนาจของคสช.ซึ่งเราพยายามทำโดยลดอัตรา ลดผลประโยชน์ส่วนตัว ลดเรื่องหน้าตาลงให้มากที่สุด เพื่อนำประเทศไทยออกจากปัญหาความขัดแย้ง เอาทหารกลับกรมกอง และจะมีความชัดเจนในการก่อนการประชุมสภานัดแรกแน่นอน
“พรรคการเมืองที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ มีเพียง 3 พรรค มีเสียงรวมกัน 121 คน หากรวมกับเสียง ส.ว.แล้วยังได้ไม่ถึงครึ่งของรัฐสภา 750 เสียง เราสามารถหยุดยั้งกลไก ส.ว.ได้ เพราะ378 เสียง ของส.ส.ย่อมเกินกึ่งหนึ่งของของรัฐสภา ส่วนใครจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ว่ากันไป สังคมไทยยังมีทางออก แต่เราจะเดินไปสู่ทางตันก็ต่อเมื่อเสียงของประชาชนไม่ได้รับการเคารพ และถูกบิดเบือนไป ” นายธนาธร กล่าว
นายธนาธร กล่าวถึงกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือให้กกต.ขอให้ตรวจการถือครองหุ้นของตนทั้งหมด 13 บริษัทนั้น นายธนาธร กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวตนไม่มีความกังวลใจใดๆ เพราะเรารู้ตั้งแต่แรกว่าคุณสมบัติของการเป็นผู้สมัครส.ส.ต้องมีอะไรบ้าง และเราพยายามที่จะต้องทำตามกฎหมายให้ได้มากที่สุด ดังนั้นหุ้นต่างๆที่มีการร้องเรียนมีการขายออกเพื่อทำให้มีคุณสมบัติตามกฎหมายที่กำหนด ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว และพร้อมที่จะชี้แจ้งหลักฐานทั้งหมด
ด้านนายปิยบุตร กล่าวว่า ขณะนี้มีการทาบทามติดต่อมายังส.ส.หลายคนของพรรค และหากมีการทาบทามต่อเนื่องและมีความพยายามที่จะใช้วิธีดึงส.ส.จากพรรคอื่น เราอาจจะนำหลักฐานการทาบทามมาเปิดเผยให้เห็น แต่ยืนยันว่าส.ส.ที่ถูกทาบทามทุกคน ไม่มีใครไปแน่นอน สำหรับพรรคการเมืองที่เคยได้หาเสียงเอาไว้ว่าไม่สนับสนุนการสืทอดอำนาจของคสช. วันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะพิสูจน์สิ่งที่หาเสียงไว้กับประชาชน ซึ่งทางพรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่าพร้อมที่จะพูดคุยกับทุกพรรคที่ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของคสช. โดยใช้สูตรการปิดสวิตซ์ ส.ว. ร่วมกันนำทหารออกจากการเมืองไทย
นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า กรณีการตรวจสอบเรื่องหุ้นของนายธนาธรนั้น สามารถทำได้เพราะนักการเมืองถือเป็นบุคคลสาธารณะ แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ไม่พบความผิดก็ควรแสดงความรับผิดชอบกับความผิดพลาดนั้นด้วย รวมทั้งสำนักข่าวที่ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวขอให้อย่าเสียเวลาเจาะข่าว ควรตรวจสอบเรื่องที่สำคัญ เช่น ตรวจสอบว่าส.ว. 250 คน เป็นใครมาจากไหนบ้าง
ผู้สื่อข่าวรายงาน หลังจากนายธนาธร นายปิยบุตร และน.ส.พรรณิการ์ ได้เข้ารับหนังสือรับรองส.ส.จาก กกต.แล้ว และสื่อมวลชนขอให้ชูหนังสือรับรองเพื่อบันทึกภาพ แต่ทั้ง 3 คนได้ปฏิเสธ โดยนายธนาธร ระบุว่ากระบวนกรดังกล่าวเป็นกระบวนการดังกล่าวเป็นการทำให้ครบถ้วนตามกฎหมายเท่านั้น แต่ความศักสิทธิ์ของการเป็นส.ส.เกิดขึ้นตั้งแต่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามา ไม่ใช่เกิดจากการรับรองของกกต. จึงไม่ขอแสดงเอกสารดังกล่าว





