"สุวัจน์" ลั่นรับการบ้านจากปชช.แก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ความขัดแย้ง ชูนโยบาย "น้าชาติ ภาค2" ดันโคราชฮับสินค้าเกษตรแปรรูปป้อนตลาดอินโดจีน อ้อน จะแพ้หรือชนะไม่สำคัญ
เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 6 มีนาคม 2562 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนากล่าวปราศรัยหาเสียงที่สนามฟุตบอล ต.หนองระเวียง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเศรษฐกิจ และ ปัญหาความขัดแย้งต่างๆในบ้านเมือง ทุกพื้นที่ที่ได้ลงไปสัมผัสกับพี่น้องมานั้น พบว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการโดยเฉพาะประชาชนในภาคเกษตร และคนยากจนในชนบทคือ ต้องการเห็นการแก้ปัญหาความยากจน และอยากเห็นบ้านเมืองสงบเรียบร้อยหรือการเมืองต้องนิ่ง นี่คือการบ้านใหญ่ที่พรรคชาติพัฒนารับเอามา ดังนั้นจึงตั้งใจอาสาตัวเข้ามาเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนเข้าไปทำหน้าที่ ในเรื่องการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและความขัดแย้งทางการเมือง โดยยึดแนวทาง “โน แพลมแบลม” ที่มาจาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งวันที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีความขัดแย้งหรือไม่มีการแบ่งสีหรือแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมือง แต่ท่านกลับ แปรสนามรบเป็นสนามการค้า ดังนั้นเศรษฐกิจในยุคน้าชาติ ได้ก่อให้เกิดความร่ำรวยแก่ภาคอีสาน ภาคที่ยากจนที่สุดกลับมารุ่งเรืองได้
“โคราชเป็นสนามใหญ่มาก ๆ ทุกพรรคการเมืองต้องการเข้ามา แต่ถือว่าดีที่มีทางเลือกเยอะๆให้คนโคราช พรรคชาติพัฒนา จะแพ้หรือชนะไม่เป็นไร แต่ขอให้ประชาชนกินดีอยู่ดี แต่เราต้องการทำสิ่งที่น้าชาติ ได้ทำไว้ คือ การเมืองต้องนิ่ง และ นโยบาย โคราช โนแพลมแพลม หัวใจของนโยบาย คือ ทำให้พี่น้องประชาชนได้กินดีอยู่ดีขึ้น เหมือนที่พรรคชาติพัฒนา และน้าชาติได้ทำมากว่า20 ปี”
ทั้งนี้ แนวนโยบายของเรา คือ จะทำอย่างไรให้คนอีสานมีงานทำ ดังนั้นต้องทำให้คนอีสานเป็นนายจ้าง คือต้องให้มีการศึกษา และพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ให้เกิดการเข้ามาลงทุนในโคราชและภาคอีสานด้วยการสร้างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีฯ ที่เน้นผลิตบุคคลากรภาคอุตสาหกรรม และชักชวนกลุ่มนักลงทุนอินโดจีนมาร่วมทุน เพื่อให้เกิดการผลิตสินค้าเกษตร ด้วยการ “เอางานมาหาคน” โดยการดึงโรงงานอุตสาหกรรมด้านการแปรรูปพืชผลเกษตรจากทั่วประเทศ เช่น อ้อย ข้าว มันสำปะหลัง หรือ ยางพารา ย่อมจะทำให้สินค้าเกษตรทั้งประเทศราคาดีโดยมีภาคอีสานและโคราชเป็นฐานการผลิตป้อนไปยังตลาดอินโดจีน
นายสุวัจน์ กล่าวว่าแนวคิดสำคัญของ น้าชาติ คือ ตลาดการค้าของคนอีสาน คือ ตลาดอินโดจีน จึงเกิดการตั้งนิคมอุตสาหกรรม เช่น เขตอุตสาหกรรมสุรนารีฯ ที่ยุคนั้นราคาที่ดินแพงมาก ที่ดิน คือ ทองคำ ทุกคนมีงานทำ และยุคน้าชาติ ไม่เคยมีม็อบอ้อย หรือ ม็อบมันสำปะหลัง เพราะสินค้าเกษตรนำไปแปรรูปในภาคอุตสาหกรรม แล้วส่งออกไปอินโดจีน ผ่านสะพานแม่น้ำโขง ประชาชนหน้าใส มีเงินเหลือใช้เพราะเศรษฐกิจดี
แต่เมื่อน้าชาติไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้คนอีสานต้องเอารถ บ้าน หรือ ทรัพย์สินไปขาย ยิ่งการเมืองในยุคน้าชาติ ไม่มีสี รู้แพ้รู้ชนะ และการเมืองจบเป็นยกๆ คือ เลือกตั้ง หรือ ยุบสภา ก็มาสู้กันใหม่ ประชาธิปไตยแบบพรรคชาติพัฒนา เหมือน นักกีฬา กล่าวคือ ชนะกันแค่เสียงเดียวก็พอ อย่าชนะกันด้วยเสียงเยอะ ๆ เพราะจะไม่มีการฟังเสียงฝ่ายค้าน จะก่อให้เกิดความขัดแย้งเหมือนในอดีต ดังนั้นจึงอยากเอานโยบายน้าชาติ 2 กลับมา คือ แปรสนามรบเป็นสนามการค้า ภาค 2 หรือ โคราชเป็นประตูสู่อีสาน และ อินโดจีน ภาค 2
“ภาคอีสานต้องเน้นการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม การเดินทางสะดวก ย่อมจะทำให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนมาแน่นอน และรถไฟความเร็วสูง 250 กม.ต่อชั่วโมง โคราช กทม.เหนือ เพียงชั่วโมงกว่า ดังนั้นปีหน้าต้องเสร็จ และต้องต่อยอดไปทั่วอีสาน ข้ามพรหมแดนไปลาว และจีน เพื่อไปแสวงหาตลาดการค้าใหม่ ที่วันนี้กำลังซื้อสูงมาก ทั้งปริมาณคนและกำลังเงิน นี่คือขุมทรัพย์ของภาคอีสาน หากเชื่อมโยงไปยังอินโดจีนได้โดย โคราชเป็นฐานการผลิต สินค้าเกษตรแปรรูป ป้อนตลาดอินโดจีน” นายสุวัจน์ กล่าว





