วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลงมติแล้ว! ถอด 'ชำนาญ รวิวรรณพงษ์' พ้นก.ต.ศาลยุติธรรมทันที

3,165 ผู้พิพากษา ลงมติแล้ว! ถอดถอน "ชำนาญ รวิวรรณพงษ์" ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา พ้น "ก.ต.ศาลยุติธรรม" ยุติหน้าที่ทันทีวันนี้

ที่ห้องประชุมใหญ่ อาคารศาลอาญา ชั้น 12 ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเวลา 09.00 น.เศษ สำนักงานศาลยุติธรรมได้ดำเนินการตรวจนับคะแนนบัตรลงมติถอด-ไม่ถอดถอน "นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์" ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ให้พ้นจากการปฏิบัติหน้า กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิชั้นฎีกา ที่มีการส่งบัตรให้กับผู้พิพากษาทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ทั่วประเทศ
หลังจากนายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 , นายพงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ , น.ส.มณี สุขผล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นตัวแทนคณะผู้รวบรวมรายชื่อผู้พิพากษาทั้งในศาลชั้นต้น และศาลสูง รวม 1,735 คนเสนอสำนักงานศาลยุติธรรม ด้วยข้อกล่าวหาว่านายชำนาญส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย คุณธรรมและจริยธรรม หรือการกระทำที่น่าสงสัยว่ากระทำผิดวินัย มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ ก.ต. ในกรณีที่อ้างถึงการก้าวก่ายแทรกแซงผู้พิพากษาศาลชั้นต้นขณะสืบพยานในบัลลังก์คดีมรดกครอบครัวภรรยาที่ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา และการแสดงกิริยาไม่เคารพกระบวนพิจารณาของศาล ทั้งแสดงตนเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่าข่มขู่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า วันนี้ (26 ต.ค.) สำนักงานศาลยุติธรรม ได้ดำเนินการตรวจนับคะแนนลงมติตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 43 โดยเริ่มนับคะแนนเวลา 09.24 น. และสิ้นสุดการนับคะแนนเวลา 11.11 น. ซึ่ง "คณะอนุกรรมการตรวจนับคะแนนลงมติเพื่อถอดถอนกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ" ได้รับบัตรลงคะแนนกลับมาจากผู้พิพากษาทั่วไปที่ได้รับบัตรไปลงคะแนน จำนวน 3,548 ใบ จากบัตรลงคะแนนที่ส่งไปทั้งหมด 4,635 ใบ โดยผลปรากฏว่า ผู้พิพากษาใช้สิทธิลงคะแนน ดังนี้ เห็นชอบ ให้ถอดถอนนายชำนาญออกจากการเป็น ก.ต. ชั้นฎีกา รวมทั้งสิ้น 3,165 คะแนน ซึ่งจำนวนคะแนนเสียงที่ลงมติเห็นชอบให้ถอดถอนนั้นไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของข้าราชการตุลาการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ โดยกึ่งหนึ่งเท่ากับ 2,318 คะแนน และส่วนที่ไม่เห็นชอบการถอดถอน มีจำนวน 193 คะแนน ขณะที่การลงคะแนนนั้น มีจำนวนบัตรเสียทั้งสิ้น 190 ใบ

จากผลการลงคะแนนดังกล่าว นายชำนาญก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง ก.ต. ชั้นฎีกา ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 42 นับตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.นี้เป็นต้นไป ซึ่งเป็นวันที่นับคะแนนเสร็จสิ้น ตามระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ว่าด้วยการเข้าชื่อและการลงมติเพื่อถอดถอนกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ. 2544 ข้อ 17

เมื่อถามว่า ในส่วนของการเป็นผู้พิพากษาซึ่งปัจุจุบัน นายชำนาญ ดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกานั้น ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไปหรือไม่ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า การนับคะแนนลงมติวันนี้ เป็นเรื่องที่สืบเนื่องจาก นายชำนาญถูกยื่นถอดถอนให้พ้นจากการได้รับเลือกเป็น ก.ต. ชั้นฎีกาเท่านั้น กรณีจึงเป็นคนละส่วนกันกับการปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ดังนั้นนายชำนาญ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกาต่อไป

เมื่อถามว่าในส่วนที่ ที่ประชุม ก.ต. ชุดใหญ่ (15 คน) เคยมีมติวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชั้นต้น นายชำนาญ ในการรักษาวินัยผู้พิพากษา ตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 68 กรณีคู่ความในคดีร้องเรียน และ ก.ต. ได้รับทราบการรายงานข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากฝ่ายผู้พิพากษาศาลชั้นต้นในศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ในช่วงการพิจารณาความเหมาะสมวาระโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการตุลาการทั่วประเทศว่าส่อจะทำการขัดต่อประมวลจริยธรรม แทรกแซงการทำหน้าที่หรือไม่ มีความคืบหน้าอย่างไร นายสุริยัณห์ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า เรื่องดังกล่าว ก็กำลังดำเนินการอยู่ตามขั้นตอนที่ ก.ต. มีมติให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการตรวจนับคะแนนบัตรลงมติวันนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมได้เปิดให้สื่อมวลชนซึ่งลงทะเบียนร่วมสังเกตการณ์ดูขั้นตอนการตรวจนับคะแนนที่เป็นไปอย่างโปร่งใสยุติธรรมด้วย โดยในส่วนของคณะผู้แทนผู้พิพากษาที่รวบรวมรายชื่อเสนอถอดถอนครั้งนี้ ก็มีนายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 2 (ภาคตะวันออก) มาร่วมติดตามสังเกตุการณ์การนับคะแนนด้วย ขณะที่การเสนอถอดถอน ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิระดับชั้นฎีกาครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาตร์ที่ได้ดำเนินการภายหลังจากที่มีระเบียบออกกำหนดไว้ปฏิบัติเมื่อปี 2544 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สำหรับนายชำนาญนั้น ปัจจุบันอายุ 64 ปี ยังคงดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีศาลล้มละลายในศาลฎีกา ซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่งผู้พิพากษานี้ถึงอายุราชการ 65 ปี โดยการโยกย้ายล่าสุดนายชำนาญ ต้องพลาดการขึ้นตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา อาวุโสลำดับที่ 1 เนื่องจากติดปัญหาชั้นพิจารณาความเหมาะสมการดำรงตำแหน่งจากกรณีที่ถูกร้องเรียนกรณีดังกล่าว ขณะที่จากการถูกยื่นถอดถอนพ้นจาก ก.ต. ชั้นฎีกานั้น นายชำนาญก็ได้ใช้สิทธิตามกฎหมายแจ้งความดำเนินคดีคณะผู้รวบรวมรายชื่อและผู้พิพากษาเผยแพร่ข้อมูลที่นำมาสู่มาการถอดถอนแล้ว 6 รายในข้อหาฐานหมิ่นประมาท , หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 , นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 และยังแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มผู้พิพากษาที่แชร์ข้อความการเสนอยื่นถอดถอน อีก 12 คน ในข้อหาหมิ่นประมาทฯ เช่นกัน ขณะที่นายสืบพงษ์ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 ถูกแจ้งดำเนินคดีเพิ่มอีก 1 ข้อหาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย