"4 รมต." ร่วมวงพลังประชารัฐ ไม่ขัดกฎหมาย แต่อาจขัดธรรมาภิบาล
เปิดตัวกันไปที่เรียบร้อยแล้วสำหรับพรรคประชารัฐ ที่อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี ถือพรรคที่น่าจับตามองที่สุดสำหรับนาทีนี้ เพราะที่ผ่านมามีกระแสข่าวลือต่างๆนาๆ เรื่องความเกี่ยวข้องกับรัฐบาล หรือการเดินสายดูดอีดตส.ส.จากค่ายอื่นมาร่วมด้วย โดยไฮไลท์ของงานที่หลายๆคนเฝ้ารอ คือการเปิดตัว 4 รัฐมนตรี รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีส่วนร่วมในการบริหารพรรค ประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าพรรค, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เป็นเลขาธิการพรรค, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นรองหัวหน้าพรรค และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโฆษกพรรค เรียกได้ว่าเปิดตัวชัดไม่ต้องเนียมอาย บอกสนใจงานการเมืองอีกแล้ว แต่การเปิดตัวชัดแบบนี้ ก็มีคนการเมือไม่น้อย ต่างก็ออกตัวมารุมถล่มถึงความเหมาะสม เมื่อผู้ที่ระบุตัวเองว่าเป็นคนกลาง มาเพื่อวางรากฐาน หนุนพรรคการเมืองหนึ่งแล้วเตรียมเข้าสู่การเลือกตั้ง
อีกทั้งยังมีเสียงเรียกร้องหลาย ๆ คน ระบุให้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีก่อนเข้าสู่การเมือง เพื่อความเป็นธรรมในการแข่งขัน และเหนือสิ่งอื่นใดคือการป้องกันการใช้อำนาจรัฐเพื่อความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง แม้จะมีการยืนยันจากหลายๆคนในรัฐบาลแล้วว่า รัฐมนตรีสามารถเข้าร่วมกับพรรคการเมืองได้ และไม่จำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่ง เพราะไม่ได้สมัครลงเลือกตั้ง ไม่ผิดบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ตามเงื่อนไขต้องลาออก 90 วันภายหลังที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ แถมยังสามารถตรวจสอบเรื่องของการใช้อำนาจ และติดตามการทำงานได้ แต่อย่าลืม ว่ารัฐมนตรีที่ไปร่วมพรรคการเมือง สามารถกลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีได้อีกครั้ง แถมยังมีอำนาจในการโยกย้ายข้าราชการด้วย เพราะว่าบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมยกเว้นให้รัฐบาลชุดนี้ยังคงมีอำนาจบริหารเต็ม เพื่อเตรียมการเข้าสู่การเลือกตั้ง ต่างจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่รัฐบาลจะถูกจำกัดการใช้อำนาจต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบต่าง ๆ
ที่เป็นเช่นนี้ได้เนื่องจากบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญได้วางเงื่อนไขแล้วว่า ใครอยากลงเลือกตั้ง ส.ส. ก็ต้องลาออกไปก่อนหน้านี้แล้ว เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็คือ คนที่อยู่ตำแหน่งก็คือคนที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับการเลือกตั้ง แต่ทว่า กระแสข่าวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น กลับยิ่งทำให้ใครหลายคนสงสัย ว่าการเลือกตั้งจะเป็นธรรมหรือไม่ ว่าง่ายๆ นี่คือภาพของคนที่เรียกตัวเองเป็นกรรมการ เป็นคนกลาง แต่ท้ายที่สุดก็ลงมาเล่นเอง ต่อให้พูดถึงอุดมการณ์ทำเพื่อประเทศอย่างไร หรือไม่ผิดกฎหมายอย่างไร ก็ยังไม่ลบข้อสงสัยที่คลุมเครือเหล่านี้ได้ อย่าลืมว่าที่ผ่านมาการเมืองไทยประสบปัญหา และวิกฤตต่างๆ ก็เพราะว่าบรรดานักการเมือง ต่างสรรหาช่องว่างของกฎหมาย โดยลืมมองเรื่องของเจตนารมณ์ของข้อกำหนด หรือสิ่งที่เรียกว่าธรรมาภิบาลด้วย สำหรับรัฐบาลที่เคร่งครัด เรื่องของธรรมาภิบาล อย่างน้อยๆก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่า การที่มีรัฐมนตรีสวมหมวกสองใบ ในนาทีนี้ถูกตามหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ และจะสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างไรว่า การแข่งขันเลือกตั้งจะเป็นธรรมจริงๆ ไม่ต้องตอบนักการเมืองก็ได้ แต่อย่างน้อยๆตอบ สังคมให้ชัดๆก็พอ





