วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้ 'ทอท.' ขยายสนามบินผิดแผนแม่บท บี้ต้องมีคำตอบ

อดีตส.ส.ปชป. ชี้ "ทอท." ขยายสนามบิน "สุวรรณภูมิ" ผิดแผนแม่บท บี้ต้องมีคำตอบ

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว “ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์” ว่าตนเคยโพสต์เรื่อง “เบื้องลึก!!! ทอท.เดินหน้าสร้างเทอร์มินัล 2 เมินขยายเทอร์มินัล 1” ซึ่งมีใจความโดยสรุปได้ว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. มีแผนที่จะขยายสนามบินสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ 2554-2560) โดยมีงานขยายอาคารผู้โดยสาร หลังที่ 1 (อาคารปัจจุบัน) ออกไปทางด้านตะวันออกรวมอยู่ด้วย ซึ่งการขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออกนั้นจำเป็นจะต้องรื้ออาคาร City Garden ที่บริษัท คิงเพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด หรือ เคพีเอส ได้รับอนุมัติจาก ทอท. ให้สร้างขึ้นเป็นอาคาร 2 ชั้น โดยชั้นที่ 1 ได้ใช้เป็นสำนักงาน และชั้นที่ 2 เป็นกิจกรรมร้านอาหารและเครื่องดื่ม

ทั้งนี้ มีเอกสารเป็นหลักฐานยืนยันว่า เคพีเอสมีความยินดีที่จะปรับรื้ออาคาร City Garden ออกไป หาก ทอท. ต้องการขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออก แต่สุดท้ายงานขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออกก็ถูกยกเลิกไป ผมจึงได้ตั้งคำถามว่า ทำไม ทอท. จึงได้ยกเลิกงานขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออก

นายสามารถ ระบุต่อไปว่า แต่ว่าในมติมีมติคณะกรรมการ ทอท. ครั้งที่ 6/2561 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 23 พ.ค. วาระที่ 4.2.9 เห็นชอบในหลักการให้ ทอท.ดำเนินการโครงการก่อสร้างงานขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันตกแทนด้านทิศตะวันออก ตามที่ฝ่ายบริหาร ทอท.เสนอ นั่นหมายความว่า ทอท. เปลี่ยนใจไม่ยอมขยายอาคารด้านตะวันออก แต่จะขยายด้านตะวันตกแทน ซึ่งไม่ทราบว่าจะขยายเมื่อไหร่ ทั้งๆ ที่ ทอท. ได้ออกแบบงานขยายอาคารด้านตะวันออกเสร็จเรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะก่อสร้าง อีกทั้ง ทอท. ได้เตรียมที่จะก่อสร้างอาคารสำนักงานสายการบินและที่จอดรถเพื่อรองรับงานขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออกไว้แล้ว รวมถึงได้จ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา EPM ให้วิเคราะห์ขีดความสามารถของสนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีรายงานผลการวิเคราะห์ออกมาเมื่อเดือน พ.ค. 2556 รายงานฉบับนี้ได้เสนอแนะให้ ทอท.ขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออกก่อนด้านตะวันตก ซึ่งจะทำให้อาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 มีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี แต่ ทอท.กลับเปลี่ยนใจ โดยเลือกที่จะขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันตกแทนการขยายด้านตะวันออก

อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ ระบุอีกว่านอกจากนี้ รายงานฉบับนี้ยังได้เสนอแนะให้ ทอท. ดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (ด้านถนนบางนา-ตราด) หรืออาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ตามแผนแม่บทสนามบินสุวรรณภูมิที่ ทอท. ได้จัดทำไว้ หลังจากการขยายอาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 ด้านตะวันออกแล้ว โดยกำหนดให้อาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 มีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 40 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะทำให้สนามบินสุวรรณภูมิมีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 100 ล้านคนต่อปี อีกทั้ง รายงานฉบับนี้ไม่ได้เสนอแนะให้ ทอท.ดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของอาคารหลังที่ 1 ซึ่งไม่ตรงกับแผนแม่บทและถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างรุนแรงในเวลานี้คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ แล้วอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 เจ้าปัญหานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

“ผมได้ย้อนดูแผนแม่บทที่ ทอท. ได้จัดทำไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2535-2536 และมีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ปรับแก้เป็นระยะๆ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในเวลานั้นๆ ซึ่งเป็นการปรับแก้ไม่มาก โดยยังคงรักษาองค์ประกอบที่สำคัญไว้ เช่น จำนวนอาคารผู้โดยสารมี 2 อาคาร คืออาคารด้านเหนือ (อาคารผู้โดยสารหลังที่ 1) และอาคารด้านใต้ (อาคารผู้โดยสารหลังที่ 2) เป็นต้น ไม่มีการเสนอให้ย้ายอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 มาอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 ตามที่ ทอท.ได้ประกวดแบบและจะก่อสร้างในเร็วๆ นี้

แต่ในที่สุด ผมได้ค้นพบว่าอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 เกิดขึ้นจากการประชุมคณะกรรมการ ทอท.ครั้งที่ 11/2557 เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2557 ซึ่งมีการพิจารณาตามมติคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2557 เรื่องการศึกษาแนวทางในการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยที่ประชุมคณะกรรมการ ทอท.ได้มีมติให้ฝ่ายบริหาร ทอท.เร่งศึกษาแนวทางในการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ และให้เสนอทางเลือกการใช้งานอาคารดังกล่าวที่เหมาะสมและเกิดประโยขน์สูงสุดต่อการดำเนินงานของ ทอท.ให้คณะกรรมการ ทอท.พิจารณาต่อไป ด้วยเหตุนี้ ทอท. จึงเสนอที่จะก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 บริเวณด้านเหนือของอาคารเทียบเครื่องบิน A ซึ่งเป็นด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 ให้คณะกรรมการ ทอท. ในการประชุมครั้งที่ 12/2557 เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2557 โดยที่ประชุมมีมติรับทราบการศึกษาการใช้ประโยชน์ของอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 พร้อมทั้งกำหนดให้อาคารหลังนี้สามารถรองรับได้ทั้งผู้โดยสารระหว่างประเทศ และผู้โดยสารภายในประเทศ”นายสามารถระบุ

ทั้งนี้ นายสามารถระบุว่า นับว่า ทอท. ทำงานได้อย่างรวดเร็วมาก โดยสามารถเลือกตำแหน่งที่ตั้งของอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ได้ภายใน 1 เดือน หลังจากนั้น ทอท. ได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ตามตำแหน่งที่ตั้งที่ได้เสนอต่อคณะกรรมการ ทอท. โดยไม่ได้จ้างบริษัทที่ปรึกษา และได้มีรายงานผลการศึกษาและวิเคราะห์ออกมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเป็นการศึกษาและวิเคราะห์ได้แล้วเสร็จในช่วงเวลาสั้นๆ สั้นกว่าการจ้างบริษัทที่ปรึกษา พูดได้ว่า ทอท. สามารถเปลี่ยนแผนแม่บทสนามบินสุวรรณภูมิได้ภายเวลาไม่นาน ทั้งๆ ที่ ทอท.ได้ปรับแก้แผนแม่บทมาแล้วหลายครั้งโดยจ้างบริษัทที่ปรึกษา และทุกครั้งก็ยังคงตำแหน่งของอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ไว้ทางทิศใต้ของอาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 เหมือนเดิม อะไรทำให้ ทอท.กล้าเปลี่ยนแผนแม่บทอย่างมีนัยสำคัญ และใครเป็นคนเสกอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ขึ้นมาบนตำแหน่งที่ตั้งใหม่ ซึ่งผิดไปจากตำแหน่งในแผนแม่บท เป็นปริศนาที่ทุกคนต้องการคำตอบ

“เรื่องสำคัญซึ่งเป็นประตูสู่ประเทศเช่นนี้ ผมจำเป็นต้องกราบเรียนท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่ดีในการพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าเทียบเท่านานาอารยประเทศให้กรุณาลงมาตรวจสอบหาสาเหตุในการเปลี่ยนแผนแม่บทอย่างมีนัยสำคัญในครั้งนี้ และพิจารณาสั่งการให้ ทอท. ดำเนินการแก้ไขโดยด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้สาธารณชนเข้าใจผิดได้ว่า เป็นเพราะมติ คสช. เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2557 เรื่องการศึกษาแนวทางในการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ในสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งคณะกรรมการ ทอท.ได้นำมาพิจารณาในการประชุมครั้งที่ 11/2557 เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2557 ดังกล่าวแล้วข้างต้น จึงทำให้เกิดอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ขึ้นมาบนตำแหน่งที่ตั้งใหม่ซึ่งผิดไปจากตำแหน่งในแผนแม่บท ทั้งหมดนี้ ด้วยความหวังดีครับ” อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ระบุ