"ประยุทธ์" ติงไม่น่ารักใช้เด็กเป็นเครื่องมือโจมตีรัฐ ยัน ศก.ไร้ปัญหา ท้าไปดูดัชนีชี้วัดตัวเลขขึ้นสูง
เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 61 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในช่วงนี้ที่ใกล้เข้าสู่โรดแมปของการเลือกตั้ง จะมีการทำคลิปออกมาหลายรูปแบบ เพื่อหวังผลทางการเมือง เช่น คลิปที่ให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วมในคลิป โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระบุว่า ไม่น่ารักเลย เพราะเด็กคือเยาวชนของชาติ ควรจะเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ ได้เรียนรู้และหาประสบการณ์ในสิ่งที่มีประโยชน์ อย่าพยายามดึงเด็กฯเข้ามาเป็นเครื่องมือในเชิงการเมือง
“คลิปที่เอาเด็กมาเป็นตัวละคร ในลักษณะพูดถึงเพลงที่เราไม่ทำตามสัญญา ซึ่งเหมือนเป็นการต่อว่าต่อขาน และตำหนิว่าเราเคยสัญญาว่าเข้ามาแล้วจะรีบไป นายกฯจึงบอกว่า ก็ไม่ได้อยู่ชักช้าอะไร ทุกอย่างเป็นไปตามโรดแมป นอกจากนี้ เราเคยเห็นภาพมาแล้ว ที่มีการดึงเด็กเข้าไปในการชุมนุมประท้วง มีการใช้อาวุธสงคราม ถือเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม โดยนายกฯไม่อยากให้บรรยากาศแบบนี้กลับมาอีก เด็กควรพบเห็นในสิ่งที่ดี อย่าไปดึงเขากลับมา“ พล.ท.สรรเสริญกล่าว
พล.ท.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ส่วนในกรณีที่ไปอัดคลิปสอบถามชาวบ้านถึงเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ เรื่องนี้ นายกฯให้ทุกคนไปดูดัชนีชี้วัดขององค์กรหรือหน่วยงานต่าง จะเห็นว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศดีขึ้น และได้มีการแก้ปัญหาต่างๆในช่วงที่ผ่านมา ทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชน การค้ามนุษย์ การทำประมงผิดกฎหมาย และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภควันนี้อยู่ที่ร้อยละ 82 ซึ่งดีกว่าในรอบ 62 เดือนที่ผ่านมา นายกฯจึงย้อนถามไปว่า ถ้าอย่างนั้นตัวเลขนี้ก็โกหกหรือไม่ ทุกองค์กรเขามีความน่าเชื่อถือ และเขาก็ยืนยันตัวเลข แสดงว่าเศรษฐกิจดีขึ้น
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่ออีกว่า แต่ถ้าจะให้ประชาชนมีรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต้องประกอบด้วยสองเรื่องคือ 1.นโยบายของรัฐและการขับเคลื่อนของหน่วยงานให้เป็นรูปธรรม และ2.ประชาชนทุกคนจะต้องพัฒนาตนเองให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศจึงจะได้ประโยชน์ แต่ถ้าหากยังใช้ชีวิตแบบเดิมๆไม่พัฒนา ไม่ปรับปรุง คุณภาพชีวิต และรายได้ก็จะไม่ดีขึ้น ซึ่งถ้าจะให้รัฐบาลหยิบยื่นปลาให้อย่างเดียวเหมือนรัฐบาลในอดีต ก็คงจะทำให้ไม่ได้ และนายกฯก็คงจะไม่ทำ
“อย่างนโยบายจำนำข้าว ที่ให้ปลูกข้าวอะไรก็ได้มาขาย แล้วได้เงินหนึ่งหมื่นห้าพันบาท ประชาชนมีเงิน แต่ทำลายระบบการค้าข้าว แล้วต้องมาจ่ายแบบนี้ทุกปี ถ้าปีไหนไม่จ่ายก็กลับมาจนเหลือนเดิม ฉะนั้นวิธีนี้จึงไม่ใช้วิธีแก้ปัญหา จึงอยากให้ทุกหน่วยงานอธิบายแบบนี้เพื่อให้ประชาชนเข้าใจให้ถูกต้อง” โฆษกฯ กล่าว





