บช.ปส. แถลงผลจับกุมคดียาเสพติด 5 คดี ของกลางยาบ้ารวมกว่า 9.8 ล้านเม็ด ไอซ์ 450 กก. รวมมูลค่า4,150,596,800 บาท
เมื่อเวลา 10.30น. วันที่ 23 ก.ค. ที่บช.ปส. พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบช.ปส. พล.ต.ต.ทนัย อภิชาติเสนีย์ รอง ผบช.ปส. พล.ต.ต.สุนทร เฉลิมเกียรติ ผบก.ประจำ บช.ปส. ทำหน้าที่โฆษก บช.ปส. เจ้าหน้าที่ ศป.ปส.ทร.ภ.2 ตำรวจ บช.ทท. และเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ร่วมกันแถลงผลจับกุมคดียาเสพติด ระหว่างวันที่11-22 ก.ค. จำนวน 5 คดี สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 16 คน ยาบ้า 9,865,759 เม็ด ไอซ์ 450 กก. เฮโรอีน 77 กก. โคคาอีน(โคเคน) 1,645 กรัม กัญชา 706 กก. รถยนต์ 6 คัน รถจยย. 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 19 เครื่อง รวมมูลค่ายาเสพติดและทรัพย์สินที่ยึดได้รวม4,150,596,800 บาท
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า การจับกุมในคดีที่ 1 สืบเนื่องจากวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่า จะมีการส่งยาเสพติดทางรถยนต์ โดยจะใช้รถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีบรอนด์ รุ้นดีแมกซ์ และรถรถยนต์ ยี่ห้อนิสสัน รุ่นจู๊ค สีดำ เป็นยานพาหนะในการลำเลียง จึงทำการตรวจสอบตามเส้นทาง จนพบรถยนต์กระบะต้องสงสัย จอดอยู่ภายในปั้มน้ำมันปตท. ต.หายโศก อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี จึงเข้าทำการตรวจค้น จากการตรวจค้นพบกัญชาอัดแท่ง บรรจุอยู่ภายในถุงกระสอบปุ๋ย พันด้วยเทปกาวใส ห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกดำจำนวน14 กระสอบ จำนวน706 ก้อน น้ำหนักรวม706 กก. โดยมีนายสำอางค์ พันธุ์เรณู อายุ 48 ปี และนายระเบียบ พันธุ์เรณู อายุ 50 ปี แสดงตัวเป็นเจ้าของรถเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาสอบสวนเพิ่มเติม ส่วนรถยนต์อีกคันที่ติดตามคนร้ายไหวตัวทันขับรถหลบหนีไปได้
จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 คนให้การรับสารภาพว่า ยาเสพติดดังกล่าวได้รับมาจากชายแดน จ.บึงกาฬ และกำลังขนยาเสพติดมากระจายให้กับเอเย่น และขายในพื้นที่ตอนใน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา "ร่วมกันมียาเสพติดประเภท5 (กัญชา)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมายนำตัวส่งพนักงานสอบสวนบช.ปส. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวด้วยว่า สำหรับคดีที่ 2 สืบเนื่องจากเมื่อวันที่19 ก.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีการลำเลียงยาเสพติดประเภทยาไอซ์และเฮโรอีนจำนวนมาก จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปยังพื้นที่ภาคใต้ เพื่อลำเลียงออกสู่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้รถยนต์กระบะและรถบรรทุกเป็นยานพาหนะ เจ้าหน้าที่จึงตั้งด่านสกัดกั้นบริเวณถนนสายเอเซีย อ.ปะทิว จ.ชุมพร จนกระทั่งมีรถยนต์กระบะต้องสงสัยขับผ่านมา และพบผู้ต้องหา 3 คน ประกอบด้วย 1.นายอรัญ หรือหนุ่ม แก้วกันยา อายุ 28 ปี , 2.นายเจติยา หรือเก แก้วกันยา อายุ 51 ปี , 3.นายบุญส่ง หรือน้อย ปรารภ อายุ 39 ปี นั่งอยู่ภายในรถ จึงแสดงตัวขอเข้าตรวจค้น
จากการตรวจค้นไม่พบสิ่งกฎหมาย แต่ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ลักษณะท่าทางมีพิรุธเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาสอบสวน จนกระทั่งรับสารภาพว่า จะมีรถบรรทุกที่ซุกซ่อนยาเสพติดวิ่งมาในเส้นทางเดียวกัน เจ้าหน้าที่จึงออกติดตาม จนพบรถบรรทุกคันดังกล่าววิ่งอยู่ริมถนนสายเอเซีย(ขาล่อง)อ.รัตภูมิ จ.สงขลา จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นพบยาเสพติดประเภทยาไอซ์ และเฮโรอีนบรรจุอยู่ภายในกระสอบปุ๋ยเคมี โดยมีนายสำราญ หรือบิน เชื้อกุล อายุ 43 ปี เป็นผู้ขับขี่ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมจน สาสามารจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้อีก2 คนคือ นายวิทวัช หรือต้อม บุดดีพุธ อายุ 29 ปี และน.ส.จารุวรรณ หรือก้อย สมทอง อายุ 27 ปี โดยสามารถจับกุมได้ที่โรงแรมวีบี ทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งทำหน้าที่สั่งการจากโรงแรมโดยใช้อุปกรณ์พิเศษ (จีพีเอส) คอยดูว่า รถขนยาเสพติดอยู่ที่ใด ก่อนจะโทรศัพท์สั่งการอีกครั้งหนึ่ง เบื้องต้นแจ้งข้อหา“ร่วมกันมียาเสพติดประเภท1(ไอซ์,เฮโรอีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” นำตัวส่งพนักงานสอบสวนบช.ปส.ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวอีกว่า สำหรับคดีที่ 3 สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้สืบทราบว่ามีเครือข่ายยาเสพติดโก๋แก่ ใช้ชื่อทางเฟสบุ๊กว่า “อ้ายมัน คนดี” มีพฤติการณ์ค้ายาเสพติด จึงได้ทำการติดตามจนทราบว่าจะมีเครือข่ายค้ายาเสพติดคือน.ส.ศิราณี หรือมุก เรียนหัตถะกรรม อายุ 22 ปี และนายเรวัติ หรือทับ สุริยนต์ อายุ 44 ปี เดินทางมาพักโรงแรมเมืองเชียงราย เจ้าหน้าที่จึงออกติดตาม รถยนต์กระบะที่ผู้ต้องหาใช้ไปตามถนนสายเชียงราย-เทิง โดยระหว่างทางจะมีการจอดตามข้างทางเป็นช่วงๆ ก่อนจะมีรถกระบะอีก 1 คัน มาจอดข้างกัน ก่อนที่รถทั้ง2 คันจะขับออกไปอย่งรวดเร็ว เจ้าหน้าที่จึงรีบติดตามจนกระทั่งพบรถทั้ง 2 คันจอดอยู่ภายในปั้มน้ำมันพีที สาขาศรีทรายมูล อ.เมือง จ.เชียงราย เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวขอเข้าตรวจค้น
จากการตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 3 มัด อยู่ภายในรถกระบะของน.ส.ศิราณีและนายเรวัติ ส่วนรถยนต์กระบะอีกคันหนึ่งพบนายอริยะ หรืออ๊อฟ จักรสมศักดิ์ อายุ 25 ปี เป็นผู้ขับขี่ ซึ่งยาบ้าจำนวนดังกล่าว นายอริยะ เป็นคนส่งให้นายเรวัติ และน.ส.ศิราณี จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบสวนขยายผลจนสามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้อีก 4 คนประกอบด้วยนายอนุชิต หรือบิว ปวงแก้ว อายุ 26 ปี นายเอ(นามสมมุติ)(รุ่งฟ้า หรือแจ๊ค ใจอินต๊ะ) อายุ 19 ปี น.ส.ชาคริยา หรืออ้อม ธนะวชิระกุล อายุ 29 ปี นายชิรานนท์ หรือแบท มะลิดง อายุ 31 ปี เบื้องต้นแจ้งข้อหา "มียาเสพติดประเภท1(ยาบ้า)ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย พร้อมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ส่วนคดีที่ 4 เจ้าหน้าที่ บก.ปส.3 ร่วมกับกรมศุลกากร สตม. สภ.สุวรรณภูมิ และตำรวจท่องเที่ยว จับกุมตัวนายเดวิด โอดิอัมโบ โอปานี (MR. DAVID ODHIAMBO OPANY) อายุ 27 ปี สัญชาติเคนยา พร้อมของกลางโคคาอีน (โคเคน) ลักษณะเป็นผงสีขาวห่อเป็นก้อน ขนาด 5x2 ซม. จำนวน 94 ก้อน แต่ละก้อนน้ำหนักประมาณ 17.5 กรัม รวม 1,645 กรัม สามารถจับกุมได้ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ต่อเนื่องวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้สืบสวนและเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้ายาเสพติดมาในราชอาณาจักรผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กระทั่ง พบนายเดวิด เดินทางมากับสายการบินเอธิโอเปียน แอร์ไลน์ ลักษณะพิรุธน่าสงสัย จึงขอตรวจค้นสัมภาระแต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย ก่อนเชิญตัวเอ็กซเรย์ร่างกาย พบโคคาอีนลักษณะเป็นก้อนๆ ในช่องท้องของผู้ต้องหา จึงรอให้ผู้ต้องหาได้ขับถ่ายออกมา รวม 94 ก้อน น้ำหนักรวม 1,645 กรัม จึงยึดไว้เป็นของกลาง เบื้องต้นแจ้งข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคคาอีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมขยายผลหาผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
สำหรับคดีที่ 5 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สกส.บช.ปส. ร่วมกับ บก.ป. บช.ภ.1 เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดปทุมธานี และบก.สปพ. ทำการตรวจยึดยาบ้า 9,859,000 เม็ด ไอซ์ 50 กก. และรถกระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า วีโก้ สีขาว ทะเบียน ถฮ 8881 กรุงเทพมหานคร สามารถตรวจยึดได้ที่บริเวณภายในโรงเรือน ไม่มีเลขที่ หมู่ 16 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น.ของวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้รับแจ้งจากประชาชนในพื้นที่ ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ว่าพบสิ่งของลักษณะคล้ายหีบห่อซุกซ่อนอยู่ตามริมคลองระพีพัฒน์ และตามบริเวณป้ายโฆษณา รวมถึง แจ้งว่าในเขตพื้นที่ชุมชน หมู่ที่ 16 ต.คลองห้า เป็นพื้นที่แพร่ระบาดของยาเสพติด เจ้าหน้าที่ บช.ปส.จึงทำการสืบสวนหากลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดในเขตพื้นที่ใกล้เคียงบริเวณดังกล่าว จนทราบว่า มีกลุ่มของนายจิระวัฒน์ หรือโต้ง ฉัตรเงิน และนายวทัญญู แก่นจ้าย พร้อมกับพวก ร่วมกันลักลอบลำเลียงยาเสพติดที่ได้มาจากกลุ่มผู้ว่าจ้าง ซึ่งเป็นเครือข่ายของว้าใต้ ให้นำไปเก็บรักษาในพื้นที่โรงเรือนไม่มีเลขที่ หมู่ 16 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อรอกระจายให้กับลูกค้าตามคำสั่งผู้ว่าจ้าง
ทั้งนี้ ในการกระจาย หรือจำหน่ายยาเสพติดแต่ละครั้ง กลุ่มของนายจิระวัฒน์จะใช้รถจยย.เป็นยานพาหนะในการนำยาบ้าไปส่งมอบให้กับลูกค้า ตามสั่งการของผู้ว่าจ้าง เช่น พื้นที่ป่า ริมคลองระพีพัฒน์ และบริเวณป้ายโฆษณา เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าดูพฤติการณ์ของกลุ่มดังกล่าว ต่อมา ช่วงดึกในวันที่ 21 ก.ค. ขณะที่เจ้าหน้าที่วางกำลังในเขตพื้นที่หมู่ 16 ได้สังเกตกลุ่มรถจยย.ขับขี่ออกมาจากซอยโรงเรือน ไม่มีเลขที่ดังกล่าว ในลักษณะสำรวจเส้นทาง และจุดที่จะใช้ในการวางและส่งมอบยาเสพติด อีกทั้ง มีการใช้โทรศัพท์ติดต่อสอบถามปลายสายว่า กำหนดจุดที่จะส่งมอบยาบ้า ก่อนจะขับขี่รถจยย. เข้าไปในซอยโรงเรือน จากนั้นรถจยย.ได้ออกมาถึงบริเวณปากซอย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจขับรถยนต์ปิดทางออกไว้ ก่อนแสดงตัวและเข้าตรวจค้น แต่ระหว่างนั้น กลุ่มผู้ที่ขี่รถจยย.ได้แยกย้ายกันวิ่งหนีหลบไปในป่า และคูน้ำข้างโรงเรือน เจ้าหน้าที่ได้วิ่งติดตาม และกระจายกำลังค้นหาจนถึงช่วงเช้าวันที่ 22 ก.ค. แต่ด้วยความมืดและไม่ชำนาญพื้นที่ ทำให้ไม่พบตัว
ต่อมา บช.ปส. ได้ติดต่อไปยัง บก.สปพ. นำสุนัขตำรวจมาดมกลิ่น และประสานกองบินตำรวจ นำเฮลิคอปเตอร์ ร่วมทำการค้นหาทางอากาศอย่างต่อเนื่อง แต่พบตัวกลุ่มคนที่หลบหนี จึงยุติการค้นหา และเข้าตรวจค้นโรงเรือนพบรถกระบะที่ใช้สำหรับลำเลียงและซุกซ่อนยาเสพติด และยาบ้า 4,930 มัด มัด ประมาณ 9,859,000 เม็ด ไอซ์ 50 ห่อ น้ำหนักรวม 50 กก. จึงยึดไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด พร้อมขยายผลติดตามผู้ที่หลบหนีและบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป
ทางด้าน พล.ต.ท.สมหมาย กล่าวว่า สาเหตุที่ช่วงนี้ยาเสพติดระบาดเข้ามาพื้นที่ตอนใน กทม.จำนวนมากนั้น มาจากปัจจัยหลัก 2 ข้อ คือ 1.สภาพดินฟ้าอากาศ น้ำท่วมพื้นที่รอบนอก ทำให้การลำเลียงยาเสพติดที่ปลอดภัยมากที่สุดคือเส้นทางเข้ามาทาง กทม. ก่อนจะลำเลียงไปสู่พื้นที่ภาคใต้ และออกประเทศเพื่อนบ้าน 2.ภาวะภัยสงคราม ยาเสพติดคือตัวทำเงิน และสามารถนำไปซื้ออาวุธได้ เพราะฉะนั้น สินค้าที่ไม่ต้องโฆษณาและสามารถทำเงินได้มหาศาลคือยาเสพติด ซึ่งขณะนี้ยาเสพติดกลายเป็นการผลิตแบบอุตสาหกรรมไปแล้ว จึงอยากให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่องแน่นอน





