วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตาสนช.กดปุ่มกฎหมายเลือกตั้ง

จับตาสนช.กดปุ่มกฎหมายเลือกตั้ง

บรรยากาศการเมืองไทยเริ่มมีสีสันมากขึ้น เมื่อใกล้โรดแม็พเลือกตั้ง ถนนสายการเมืองเปิดกว้างให้พรรคการเมืองเก่า กลุ่มการเมือง แต่งตัวรอเข้าสู่สนามการเลือกตั้ง

หลายกลุ่มการเมืองต่างเปิดตัวตั้งพรรคการเมืองใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังพลเมือง พรรคพลังธรรม พรรคประชารัฐ หรือแม้แต่พรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นพรรคของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ประกาศตัวชัดเจนสนับสนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

ล่าสุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้พรรคการเมืองใหม่เข้าจดทะเบียนพรรค โดยวันที่ 2 มีนาคมนี้เป็นวันแรก เชื่อว่าจะมีพรรคการเมืองขนาดเล็กแห่เข้าจดทะเบียนพรรคจำนวนมาก เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองขนาดเล็กที่ทำให้มีโอกาสได้เก้าอี้ ส.ส.เดินเข้าสู่สภาหินอ่อน

และจากนี้ไปจะมีการเปิดตัวพรรคการเมืองขนาดเล็กตามอีกมากเพื่อเป็นตัวแทรกในสนามเลือกตั้ง ทำให้การเมืองไทยคึกคักมาอีกครั้งหนึ่ง

แต่...การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ก็อยู่ที่กฎหมายสำคัญ 2 ฉบับคือ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ด้วยการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และร่างพ.ร.ป.ว่าได้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว เตรียมส่งให้ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบในวันที่ 8 มีนาคมนี้

ปมประเด็นที่เห็นขัดแย้งกันก็ได้ถกและลงมติ ซึ่งผลปรากฏว่า ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายเห็นตรงกันให้ตัดประเด็นการจัดแสดงมหรสพและงานรื่นเริงระหว่างการหาเสียงตามที่กรธ.โต้แย้งมา เพราะเห็นว่าอาจทำให้เกิดการตีความเรื่องค่าใช้จ่ายการหาเสียง เป็นช่องว่างให้เกิดการฟ้องร้องตามมามากมาย นอกจากนี้ยังปรับช่วงเวลาลงคะแนนเลือกตั้งจาก 07.00-17.00 น. เป็น 08.00-17.00 น. รวมถึงมาตรา 64 การปรับแก้ค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองที่ร่างที่ผ่านการเห็นชอบจากสนช.ระบุให้มีค่าใช้จ่ายเท่ากันทุกพรรคไม่ว่าจะเป็นพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่

โดยให้ตัดถ้อยคำ “เท่ากันทุกพรรค” ทิ้ง และแก้ไขเป็นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กกต.ไปหารือกับพรรคการเมือง ส่วนเรื่องการจำกัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่มีการเพิ่มการตัดสิทธิข้าราชการการเมือง และรองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่นที่ไม่ไปเลือกตั้งจะไม่สามารถได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้

ขณะที่ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.นั้น กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ได้ปรับแก้ไขให้การแบ่งกลุ่มสมัครส.ว.จากเดิม 20 กลุ่มเหลือ 10 กลุ่ม ผู้สมัครส.ว.ออกเป็นสมัครอิสระและองค์กรเป็นผู้ส่ง และยกเลิกการเลือกไขว้ให้เป็นเลือกโดยตรง ให้ไปอยู่ในบทเฉพาะกาลซึ่งจะบังคับใช้ในช่วง 5 ปีแรกเท่านั้น หลังจาก 5 ปีก็จะกลับมาใช้ระบบเดิมที่กรธ.กำหนด คือมี ส.ว.20 กลุ่ม แต่ละกลุ่มให้ใช้ระบบเลือกไขว้และสมัครอิสระ

อย่างไรก็ตาม 8 มีนาคมนี้ สนช.จะยกมือโหวตร่างพ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับซึ่งสามารถจะออกในรูปแบบใดก็ได้ ระหว่างผ่านและไม่ผ่าน

หากออกมา “ผ่าน” ก็ไม่มีปัญหา ทุกอย่างก็จะเดินไปตามโรดแม็พ และจะเห็นภาพของการเลือกตั้งชัดเจนขึ้น ซึ่ง “เนติบริกร” วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกขั้นตอนว่า หลังจากสนช.โหวตผ่านแล้วในเดือนมีนาคม จัดทำร่างกฎหมายเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ คาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ในเดือนมิถุนายน และบังคับใช้เดือนกันยายน

จากกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษา คสช. ครม. กรธ. และสนช. จะเชิญพรรคการเมืองทั้งหมดมาประชุมหารือเพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง จะเป็นวันใดก็ได้ในช่วงเดือนกันยายน 2561-กุมภาพันธ์ 2562 ขั้นตอนต่อไปก็ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมการเมืองได้ ซึ่งก็สอดคล้องไทม์ไลน์การประกาศของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศว่าจะจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และจะไม่มีการคว่ำกฎหมายเลือกตั้ง 2 ฉบับนี้เพื่อไม่ให้ต้องเลื่อนเลือกตั้ง

แต่หากว่า “ไม่ผ่าน” แน่นอนว่าทุกอย่างจะต้องสะดุด ต้องไปเริ่มกระบวนการร่างพ.ร.ป.เลือกตั้งกันใหม่และยังไม่รู้ว่าใครจะเป็น “เจ้าภาพ” ในการยกร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. นั่นก็เท่ากับว่าโรดแม็พก็ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งหลายฝ่ายก็แสดงความกังวลว่าสนช.อาจโหวตคว่ำกฎหมายเลือกตั้งฉบับใดฉบับหนึ่ง โดยกระแสดังกล่าวกระพือโหมมาตั้งแต่มีการตั้ง กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายแล้ว แต่สนช.เองก็ออกมายืนยันว่าไม่มีอะไรไม่มีปัญหา สนช.โหวตผ่านฉลุยแน่

ห้วงเวลาจากนี้ 1 สัปดาห์ต้องจับตาความเคลื่อนไหวของสนช.เกี่ยวกับการโหวต 2 ก.ม.เลือกตั้งว่าจะมีสัญญาณใดส่งมาถึงสนช.

แม้ว่าการโหวตร่างพ.ร.ป.จะต้องใช้เสียงโหวต 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด คือ 166 เสียงจาก 248 เสียง ซึ่งเสียงที่ใช้ถือว่ามากพอสมควร เพื่อคว่ำกฎหมายลูก ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ เพราะหากดูจากการโหวตล้มกระดานเลือกกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ผ่านมา ที่สนช.โหวตไม่เอาว่าที่ กกต.ทั้ง 7 คนอย่างท่วมท้น โดยมีเสียงที่โหวตไม่เอาอยู่ในระหว่าง 125-175 เสียง

หากจะมีเป้าล้ม ก.ม.ลูก เสียง 166 เสียงขึ้นไปที่สนช.จะโหวตก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นมากนัก เพราะดูจากเสียงโหวต กกต.สูงสุดก็อยู่ที่ 175 เสียง เกิน 166 เสียงถึง 9 เสียง

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกคือ หากสนช.โหวต ก.ม.เลือกตั้ง 2 ฉบับผ่านฉลุย ไร้ปัญหา แต่ก็ยังมีความกังวลในตัวร่างพ.ร.ป.ส.ว.ที่สนช.แก้ไขให้ปมขัดแย้งไปอยู่ในบทเฉพาะกาล ซึ่งนักกฎหมายมองว่า เป็นการทำเกินอำนาจหน้าที่และอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ที่กำหนดให้กมธ.ร่วมพิจารณาเฉพาะปมประเด็นที่ขัดแย้งแล้วแก้ไข แต่กมธ.ร่วมกลับนำปมที่ขัดแย้งไปเขียนไว้ในบทเฉพาะกาล เท่ากับเป็นการเพิ่มข้อความใหม่ทั้งที่ร่างพ.ร.ป.ได้ผ่านความเห็นชอบของสนช.ไปในวาระ 3 แล้ว

อาจขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญจึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีขาประจำยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้

เมื่อถึงเวลานั้นระยะเวลาการประกาศใช้ก็ต้องทอดเวลาออกไปอีก จึงทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนไปโดยปัญหาทางข้อกฎหมาย

แม้ว่า สนช.จะออกมาบอกว่า ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ตาม เพื่อให้เกิดความชัดเจนและไม่เป็นปัญหาในอนาคตการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพราะผลจะผูกพันกับทุกองค์กร

กฎหมายลูก 2 ฉบับจึงเป็นตัว “ชี้เป็นหรือชี้ตาย” ที่จะทำให้การเลือกตั้งทั่วไปช้าหรือเร็ว !!!!