วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยื่นหลักฐานคดีปาล์มอินโดฯโยง 'สุภา' จ่อยื่นปธ.ศาลฟันปปช.ทั้งคณะ

"นิพิฐ" ยื่นหลักฐานเชื่อมโยง "สุภา ปิยะจิตติ" คดีปาล์มอินโดฯ ขีดเส้นตาย 15 วัน หากไม่พ้นจากสำนวนคดีปาล์มอินโดฯ ยื่นประธานศาลฎีกา ลงโทษผิดจริยธรรมร้ายแรงและผิดอาญาม.157 คณะกรรมการปปช.ทั้งคณะ

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 11.00 น. นายนิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม (ครั้งที่ 16) ขอคัดค้าน และขอเปลี่ยนตัว นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวน ต่อพลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป.ป.ช. และคณะกรรมการป.ป.ช. ยกเว้นนางสาวสุภา ปิยะจิตติ

นายนิพิฐ ได้มีหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อประธานคณะกรรมการป.ป.ช.และคณะกรรมการป.ป.ช.หลายฉบับ เพื่อคัดค้านเปลี่ยนตัวนางสาวสุภา ปิยะจิตติกรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวน และขอให้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและลงโทษผู้กระทำความผิดกับกรรมการ ป.ป.ช. เจ้าหน้าที่ป.ป.ช.และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่ไปเกี่ยวข้องกับนางรสยา เธียรวรรณ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (PTT GE) ซึ่งมีพฤติการณ์เข้าไป ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และมอบสินบนให้แก่พยานปากสำคัญ และสอบพยานที่ประเทศอินโดนีเซียบิดเบือนไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในระกว่างวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2560

ต่อมา เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2560 นางสาวสุภา ปิยะจิตติ ได้ลงนามในหนังสือ ที่ ปช 0019/2365 แจ้งนายนิพิฐว่า “ ตามหนังสือที่อ้างถึง ท่านขอความเป็นธรรม และขอให้คณะกรรมการป.ป.ช.ตรวจสอบการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ในการแสวงหาข้อเท็จจริง และสอบปากคำพยานบุคคล ที่ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2560 โดยมิชอบ ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

“ คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาคำชี้แจงของพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการในการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อกรณีที่ท่านร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการป.ป.ช. และพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานป.ป.ช. รวม 21 ประเด็นแล้วเห็นว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์กระทำความผิดตามที่ท่านกล่าวหา ฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2560 และเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2560 นางสาวสุภา ปิยะจิตติ ได้ลงนามในหนังสือ ที่ ปช 0019/2365 แจ้งนายนิพิฐว่า

“ตามหนังสือที่อ้างถึง 1 และ 2 ท่านขอคัดค้านและขอเปลี่ยนตัวกรรมการ ป.ป.ช. เจ้าหน้าที่บางราย พร้อมทั้งตั้งกรรมการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง และขอให้ลงโทษกรรมการป.ป.ช.และผู้ที่เกี่ยวข้อง ถ้าพบว่ามีการกระทำความผิด และขอให้หยุดการไต่สวน หยุดการปฎิบัติหน้าที่ ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามที่ข้าพเจ้าขอคัดค้านและขอเปลี่ยนตัวกรรมการป.ป.ช. เจ้าหน้าที่บางราย พร้อมทั้งตั้งกรรมการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง และขอให้ลงโทษกรรมการป.ป.ช.และผู้ที่เกี่ยวข้องถ้าพบว่ามีการกระทำความผิดนั้น เป็นเรื่องเดียวกันกับที่คณะกรรมการป.ป.ช.ได้เคยวินิจฉัยแล้วว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากรรมการป.ป.ช.และเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ผู้เกี่ยวข้องมีพฤติการณ์กระทำความผิดตามที่กล่าวหา และได้แจ้งผลพิจารณาให้ท่านทราบ โดยในการร้องขอคัดค้านครั้งนี้ ท่านมิได้แสดงว่ามีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะทำให้การพิจารณาวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใดที่ประชุมจึงมีมติยกคำร้องขอความเป็นธรรม “

นายนิพิฐจึงได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม (ครั้งที่ 16) ดังกล่าว โดยมีเนื้อหา ดังนี้
1.ผลการสอบสวนของคณะกรรมการป.ป.ช. หรือผลพิจารณาคำชี้แจงของพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการในการไต่สวนข้อเท็จจริงฯ ขัดแย้งกับพยานหลักฐานและขัดแย้งกับข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง
2.การกระทำความผิดตามข้อ 1.ของกรรมการป.ป.ช.บางท่าน และเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.นั้นสืบเนื่องมาจากทำงานตามใบสั่งต้องการกลั่นแกล้งใส่ความข้าพเจ้า อดีตผู้บริหารปตท. และบุคคลภายนอกผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กับพวก
2.1 ในคดีอาญา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีหมายเลขดำที่ อท.405/2560 ข้าพเจ้าฟ้อง นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ที่ 1, นางรสยา เธียรวรรณ จำเลยที่ 2 กับพวก รวม 4 คน จำเลยในข้อหาหรือฐานความผิดร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอมและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเป็นกรณีที่ร่วมกันปลอมหนังสือสัญญานายหน้าแล้วนำหนังสือสัญญาดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานเท็จ

ซึ่งเรื่องดังกล่าว เป็นการกระทำความผิดเฉพาะตัว หรือโดยส่วนตัวของนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ที่ 1, นางรสยา เธียรวรรณ จำเลยที่ 2 กับพวก รวม 4 คน ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญา ข้าพเจ้าไม่เคยทำหนังสือร้องเรียนหรือกล่าวโทษกรณีดังกล่าวต่อคณะกรรมการป.ป.ช.แต่อย่างใด แต่นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กลับทำหนังสือถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2560 แจ้งว่าเรื่องปลอมเอกสารดังกล่าว มีคดีที่คู่ความกล่าวหาหรือถูกกล่าวหาในเรื่องเดียวกัน อยู่ในระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงของป.ป.ช.แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เป็นเหตุให้ศาลได้โปรดจำหน่ายคดีออกจากสาระบบความเป็นการชั่วคราว การกระทำดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือนายไพรินทร์ กับพวกไม่ให้ได้รับโทษในเรื่องปลอมเอกสารอย่างชัดเจน เป็นการประวิงเวลาเพื่อช่วยเหลือ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร นางรสยา เธียรวรรณ กับพวกไม่ให้ถูกดำเนินคดีอาญาในศาล

2.2 นางสาวสุภา ปิยะจิตติมีความพยายามที่จะรวบรัดชี้มูลความผิดข้าพเจ้าเพียงผู้เดียวทั้งที่มีการรวมคดีกับกลุ่มของนายไพรินทร์กับพวกแล้ว ซึ่งกว่าจะมีการรวมคดีได้ข้าพเจ้าได้ยื่นคำร้องกล่าวหาพร้อมทั้งนำส่งพยานหลักฐานต่างๆเป็นระยะเวลายาวนานถึง 5 ปี และ
2.3 มีความพยายามที่จะแยกนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ออกมาพิจารณาต่างหากเพื่อที่จะช่วยเหลือกันให้พ้นผิดก่อนพรรคพวกของนายไพรินทร์

3.นางสาวสุภา ปิยะจิตติ มีความโกรธแค้นอาฆาตมาตรร้ายข้าพเจ้าใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่และใช้คณะกรรมการป.ป.ช.เป็นเครื่องมือ พยายามทำทุกวิถีทางที่จะชี้มูลความผิดข้าพเจ้า อดีตผู้บริหารปตท. และบุคคลภายนอกผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กับพวกซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ปรากฏหลักฐานใดๆที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต สืบเนื่องจากได้ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาให้ถอดถอน ดำเนินคดีอาญากับนางสาวสุภา ปิยะจิตติ
ในหนังสือร้องขอความเป็นธรรมนั้นมีข้อความตอนท้าย ดังนี้

ข้าพเจ้าขอคณะกรรมการป.ป.ช.(ยกเว้นนางสาวสุภา ปิยะจิตติ) ได้โปรดดำเนินการเป็นการเร่งด่วน ดังต่อไปนี้
1.) ขอให้คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาและมีมติเปลี่ยนตัว นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.ผู้รับผิดชอบสำนวน และให้ยุติการสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปลูกปาล์มประเทศอินโดนีเซียไม่ว่าจะเป็นคดีที่ข้าพเจ้าถูกกล่าวหา และคดีที่ข้าพเจ้ากล่าวหานายไพรินทร์ ชูโชติถาวรกับพวกทุกเรื่องโดยทันที

2.) ขอให้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและลงโทษผู้กระทำความผิดกับกรรมการป.ป.ช.และเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่ไปเกี่ยวข้องกับนางรสยา เธียรวรรณ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด(PTT GE) ซึ่งมีพฤติการณ์เข้าไป ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และมอบสินบนให้แก่พยานปากสำคัญ โดยขอให้สอบสวนตามหนังสือที่ข้าพเจ้าร้องขอความเป็นธรรมระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม 2561 จนถึงปัจจุบันทุกฉบับ โดยเฉพาะตามประเด็นที่ข้าพเจ้าได้ยื่นหนังสือต่อป.ป.ช.ในวันที่ 15 สิงหาคม 2560 รับที่ 25083 และ วันที่ 1 กันยายน 2560 รับที่ 27153

3.) ขอให้สอบสวนนางรสยา เธียรวรรณ กรณีไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ส่งมอบถุงสินบนให้กับพยานปากสำคัญและมีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นร่วมคณะเดินทางไปกับเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ไปสอบพยานที่ประเทศอินโดนีเซีย เป็นการเร่งด่วน เนื่องจากมีการให้ผลประโยชน์พยานปากสำคัญในคดีอาญาก่อนการสอบสวนของป.ป.ช.จะเริ่มต้นเพียง 2 วัน อย่างมีนัยสำคัญ
4.) ขอให้เปิดเผยผลการสอบสวนกรณีเรื่องถุงสินบน และการสอบพยานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ประเทศอินโดนีเซีย รวม 21 ประเด็น ตามหนังสือ ที่ ปช 0019/2365 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2560 ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 เนื่องจากข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่จะต้องฟ้องร้องบุคคลที่ให้ข้อมูลบิดเบือนกับข้อเท็จจริง

5.) ขอให้คณะกรรมการป.ป.ช.ได้โปรดชี้แจงกรณีผลการสอบสวนว่าเหตุใดถึงไม่ตรงกับความเป็นจริงเป็นลายลักษณ์อักษร
จึงขอให้ดำเนินการตามข้อ 1 ถึง ข้อ 5 เป็นการเร่งด่วนภายในระยะเวลา 15 วัน หากท่านเพิกเฉยถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือนางสาวสุภา ปิยะจิตติ ไม่ต้องให้ได้รับโทษ ข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่จะต้องยื่นเรื่องต่อประธานศาลฎีกาผ่านประธานรัฐสภาเพื่อถอดถอนและดำเนินคดีอาญากับท่านตามขั้นตอนและกระบวนการตามกฎหมายต่อไป

“หากคณะกรรมการป.ป.ช.ยังปล่อยให้นางสาวสุภา ปิยะจิตติทำหน้าที่ป.ป.ช.ผู้รับผิดชอบสำนวน หรือป.ป.ช.ในคดีนี้ต่อไป หรือว่าขืนยังปล่อยให้นำเสนอเรื่องของข้าพเจ้าให้คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาไม่ว่าจะโดยวาระใดก็ตาม ข้าพเจ้าจะถือว่าท่านเพิกเฉย ให้การช่วยเหลือสนับสนุนนางสาวสุภา ปิยะจิตติ ในการกระทำความผิดและช่วยเหลือไม่ต้องให้ได้รับโทษ และไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ข้าพเจ้า อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และมีความผิดตามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินคดีกับคณะกรรมการป.ป.ช.ที่มีให้การช่วยเหลือสนับสนุนผู้กระทำความผิดโดยจะยื่นเรื่องกรณีฝ่าฝืนต่อจริยธรรมและกระทำความผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 ผ่านทางประธานรัฐสภาเพื่อส่งต่อให้ประธานศาลฎีกาเพื่อลงโทษคณะกรรมการป.ป.ช.รวมทั้งจะยื่นขอถอดถอนคณะกรรมการป.ป.ช.ต่อประธานรัฐสภา ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญโดยทันที เว้นแต่ป.ป.ช.ท่านใดทักท้วงหรือคัดค้านเป็นลายลักษณ์อักษร หรือปรากฏในรายงานการประชุม ถือได้ว่าท่านได้ปฏิเสธการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของนางสาวสุภา ปิยะจิตติแล้ว อันเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยหลักนิติธรรม” หนังสือระบุ.