"รมว.ทรัพยากรฯ" ลงพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอนติดตามแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ หวังดันเป็นเมืองพิเศษ พร้อมแก้กม.ป่าไม้-กม.อุทยาน ควบคู่ไปกับการบูรณาการของรัฐและประชาชน
พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมผู้บริหารกระทรวง และนายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ที่โรงแรมอิมพีเรียล รีสอร์ท แม่ฮ่องสอน อ.เมืองแม่ฮ่องสอน เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ ซึ่ง จ.แม่ฮ่องสอนมีพื้นที่กว่า 7 ล้าน 9 แสนไร่ โดยเป็นที่ป่ากว่า 7 ล้าน 8 แสนไร่
ทั้งนี้ ผู้ว่าฯแม่ฮ่องสอนนำเสนอปัญหา 14 ข้อ เช่น การปรับปรุงและขยายถนนสู่ด่านห้วยต้นนุ่น, เรื่องการขอใช้พื้นที่ป่าในการก่อสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการ รวมทั้งการปรับปรุงถนนในเขตพื้นที่ป่าขอให้ขออนุญาตเพียงครั้งเดียว และขอให้ดำเนินการโครงการจัดที่ทำกินให้ชุมชนหรือ คชท. ในพื้นที่ที่ตกหล่น สำหรับการขยายถนนสู่ด่านห้วยต้นนุ่น ที่จังหวัดได้เสนอให้กับรัฐมนตรี ทราบว่าในวันที่ 12 ม.ค.2561 จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการหลังจากประชุมครม.สัญจร ที่จังหวัดสุโขทัย
จากนั้น พล.อ.สุรศักดิ์ได้เดินทางไปโครงการธนาคารฟืน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านท่าโป่งแดง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เยี่ยมชมนิทรรศการการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยคนอยู่ร่วมกับป่าด้วยศาสตร์พระราชา โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามแนวพระราชดำริ และพบปะราษฎร เพื่อรับฟังข้อเรียกร้องของประชาชนที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ ซึ่งในการพบปะดังกล่าว ได้มีกลุ่มเครือข่ายองค์กรชุมชนจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยนายบุญยืน คงเพชรศักดิ์ ได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วน และแนวทางการจัดการร่วมสร้างแม่ฮ่องสอนเป็นเมืองพิเศษทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย
รมว.ทรัพยากรฯ ได้เสนอแนวทางการทำงานว่าข้าราชการของกรมป่าไม้และกรมอุทยาน จะต้องมีธงในการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 5 ข้อคือ 1. ป่าไม้เมืองไทยสมบูรณ์ 2. เกื้อกูลการพัฒนา 3. ปวงประชามีสุข 4. ปลูกป่าในใจคน และ 5.เปี่ยมล้นสามัคคี โดยให้เจ้าหน้าที่เน้นการเข้าถึงประชาชนและเป็นมิตรกับประชาชนให้มากกว่าเดิมเพื่อลงช่องว่างระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับราษฎร และให้เน้นการปฏิบัติต่อกลุ่มนายทุนที่รุกป่าอย่างเฉียบขาด และรอบคอบ ส่วนราษฎรที่อาศัยอยู่ในป่า เจ้าหน้าที่จะต้องเข้าถึงมวลชนและให้ราษฎรร่วมกันรักษาป่าให้ยั่งยืน
ด้านนายบุญยืน คงเพชรศักดิ์ แกนนำกลุ่มเครือข่ายองค์กรชุมชนจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ทางกลุ่มเครือข่าย ฯ ได้มีการยื่นหนังสือข้อเสนอการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนของชาวแม่ฮ่องสอนต่อรัฐมนตรีซึ่งมีประเด็นหลัก ๆ จำนวน 4 ประเด็นคือ 1. การจัดการที่ดินในเขตป่า ให้มีการเร่งรัดแก้ไขปัญหา อนุญาตใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย ที่สาธารณะ ให้สอดคล้องกับความหลากหลายตามวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชนเผ่า 2. กรณีการประกาศขยายเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มขึ้น 400,000 ไร่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในทุกขึ้นตอนของการดำเนินงาน สามารถตรวจสอบกระบวนการและข้อมูลการกันขอบเขตอย่างชัดเจน โดยให้ผ่านกระบวนการประชาคมและผ่านมติสภาองค์การบริหารส่วนตำบล
3. กรณีการจับไม้สร้างบ้านของชุมชนชนเผ่า ขอให้ยุติการดำเนินการสนธิกำลังปิดล้อมหมู่บ้าน และยึดไม้ในบ้านหรือรื้อบ้าน โดยอ้างนายทุน หรือผู้มีอิทธิพลแต่มุ่งเป้ามาที่ชาวบ้าน และขอให้มีการตรวจสอบ พิสูจน์บุคคลและวัตถุประสงค์ในการมีไม้ไว้ในครอบครองร่วมกับคณะกรรมการในชุมชนก่อนที่จะจับกุม และ 4.กรณีการพัฒนาสาธารณูปโภคของชุมชนในเขตป่า ขอให้ผลักดันเชิงนโยบายให้สิทธิในการพัฒนาสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานในเขตป่า เช่นการขยายไฟฟ้า สร้างถนน โรงเรียน เหมืองฝาย ประปา ฯลฯ โดยขอให้รัฐมติ ครม.ในการคุ้มครองแผนพัฒนา อปท.ตามโครงสร้างเดิม เช่นไฟฟ้า ถนน ประปา สะพาน สาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่มีการใช้ประโยชน์มาแล้ว เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
นายสมชาย วงศ์จันทนพงษ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองปอน ผู้ประสานเครือข่ายภาคประชาชน เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องที่ทำกิน ของราษฎรในเขตป่า ทาง อบต.เมืองปอน ได้มีการจัดการทำแผนพื้นที่ทำกินของราษฎรที่อยู่ในเขตป่า และมีการทำแนวเขตอย่างชัดเจน และไม่ให้มีการบุกรุกป่าเพิ่มมากกว่าเดิมอีกต่อไป แต่บางครั้งก็มีปัญหา ตรงที่มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะเข้าดำเนินการจับกุมราษฎรที่ทำกินในป่า แต่ก็ได้มีการเจรจาหาทางออกร่วมกัน ด้วยการไม่รุกป่าเพิ่มเติมกว่าเดิมอีกต่อไป
ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ จ.แม่ฮ่องสอน ในวันพุธที่ 17 ม.ค.นี้ โดย จ.แม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดที่มีปัญหาความยากจนอยู่ในอันดับต้น ๆ ของประเทศ เพราะมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชันและสลับซับซ้อน และพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติ เขตป่าสงวนและรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทำให้มีข้อจำกัดด้านที่ดินทำกินของประชาชน นอกจากนี้ การเดินทางเข้าพื้นที่มีความยากลำบาก จึงเป็นอุปสรรคด้านการขนส่งและการเข้าถึงบริการของรัฐ เช่น ถนน ประปา ไฟฟ้า การศึกษา และสาธารณสุข ทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างล่าช้า
ดังนั้น จ.แม่ฮ่องสอนจึงเป็นจังหวัดเป้าหมายที่มีความสำคัญลำดับสูงในการแก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม จ.แม่ฮ่องสอน ก็ยังมีศักยภาพที่สามารถใช้เป็นจุดแข็งในการพัฒนาได้ เช่น มีทรัพยากรป่าไม่ที่อดุมสมบูรณ์ มีทุนทางวัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย พื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน และประชาชนมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย
โดยรัฐบาลเตรียมพิจารณาแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่และภาคเอกชน เช่น สนับสนุนเส้นทางบินตรง กทม.-แม่ฮ่องสอน การคมนาคมขนส่งทางราง ส่งเสริมการเกษตรแบบพรีเมียม เกษตรแปรรูป และสมุนไพร รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวข้ามแดน และจัดหาบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอ เป็นต้น” ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะเป็นสักขีพยานในการมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชน ตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนของรัฐบาล รับฟังข้อเสนอแนวทางการพัฒนาอาชีพและเพิ่มรายได้ของชาวแม่ฮ่องสอน เป็นประธานการประชุมยุทธศาสตร์การพัฒนา จ.แม่ฮ่องสอน และเยี่ยมชมชุมชนคุณธรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลาดประชารัฐและถนนสายวัฒนธรรม ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น บ่อน้ำพุร้อนผาบ่อง พระธาตุดอยกองมู อีกด้วย





