"อภิสิทธิ์" เผย ฝ่ายกม.ปชป.กำลังพิจารณาคำสั่ง "คสช." ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เตือนผู้มีอำนาจอย่าเดินซ้ำรอยระบอบทักษิณ!!
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคพิจารณาข้อกฎหมายว่าคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่ามีเนื้อหาใดที่เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งจะทราบผลหลังปีใหม่ว่าจะมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่
ทั้งนี้การจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องมีเหตุผลข้อเท็จจริงที่เข้าข่ายยื่นได้ ซึ่งเท่าที่เห็นคำสั่งคสช.แล้วเป็นคำสั่งที่ยาวเป็นพิเศษและเนื้อหาก็ขัดกันในตัว มีความไม่ชัดเจนในหลายเรื่อง ฝ่ายกฎหมายกำลังดูในรายละเอียดถึงผลที่เกิดขึ้น ถ้าเข้าเงื่อนไขที่ขัดรัฐธรรมนูญก็มีความเป็นไปได้ที่พรรคฯจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ โดยต้องดูว่ากระทบสิทธิของบุคคลหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวคนที่ได้รับผลกระทบต้องเป็นผู้ยื่น ทั้งนี้การจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ใช่ความต้องการส่วนตัวไม่ได้ยื่นพร่ำเพรื่อหรือยื่นเพื่อให้มีคดี โดยจะดูข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ศาลพิจารณาได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีปัญหาที่จะดำเนินการตามกฎหมาย กติกาเขียนอย่างไรก็พยายามปฏิบัติ และยังไม่เห็นอุปสรรค มีแต่พรรคตั้งใหม่ที่บ่น เพราะกระทบจากการที่คสช.ไม่ปลดล็อก อย่างไรก็ตามการออกคำสั่งคสช.ครั้งนี้ไม่ใช่ปลดล็อกแต่เป็นการเพิ่มล็อก ทำให้ช้าไปอีก 3 เดือนจนเป็นปัญหากับพรรคใหม่
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า ตนไม่ติดใจหากจะมีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นเพราะเป็นประชาธิปไตย ยอมรับการแข่งขันตลอดเวลา แต่ขอให้แข่งขันด้วยการสร้างศรัทธาไม่ใช่เอาเครื่องมือต่าง ๆ มาทำลายคนอื่น เพราะคำสั่งคสช.ที่ออกมาเหมือนไม่เข้าใจโรดแม็ปของตัวเอง
"ทั้งๆที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องออกกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ จากนั้นเหลือเวลา 150 วัน ต้องจัดการเลือกตั้ง จึงรีบผลักดันให้ออก พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาบังคับใช้ก่อนเพื่อให้มีเวลาปรับตัวให้ทุกคนเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งได้ เป็นสิ่งที่คิดอย่างดี และรอบคอบแล้ว แต่คำสั่งนี้เหมือนไม่เข้าใจตัวเอง เท่ากับต้องทำหลายอย่างซ้อนกัน จึงเป็นการแก้ปัญหาให้กับบางคนถูกจุดมากกว่าการแก้ปัญหาอย่างถูกจุด"
ทั้งนี้ ถ้าคิดใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ในทางการเมือง ก็เดินกลับสู่ยุคระบอบทักษิณ จะหวังอะไรกับการปฏิรูปและธรรมาภิบาล ถ้ามีปัญหาพรรคใหม่ก็หาทางแก้ไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ใช้อำนาจรัฐที่ เบ็ดเสร็จพิเศษไม่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลได้ บ้านเมืองเสียหาย ส่วนรวมเสียหาย บรรทัดฐานสำหรับอนาคตก็เสียหาย ดังนั้นคนทำต้องรับผิดชอบ หากยึดหลักธรรมาภิบาลต้องโปร่งใสตรงไปตรงมา รับผิดชอบ มีประสิทธิภาพ ลองไปดูว่าสิ่งที่รัฐบาลทำเข้าเกณฑ์เหล่านี้หรือไม่ การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จไม่ควรใช้ พร่ำเพรื่อ ควรทำในเรื่องใหญ่ ๆ ทำแล้วไม่ต้องเปลี่ยนซ้ำแล้วซ้ำอีก และไม่เอื้อประโยชน์ใคร





