สนช.เห็นชอบกฎหมายต่ออายุ ป.ป.ช. หลังใช้เวลาพิจารณา 3 วัน เผย29สนช.ใช้สิทธิ์งดออกเสียงการต่ออายุ ป.ป.ช. พร้อมตั้งกมธ.สอบประวัติฯ7ว่าที่กกต.
เมื่อเวลา 10.00 น. มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธาน เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ...ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญที่มีพล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ สมาชิก สนช. เป็นประธาน ซึ่งเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุม สนช. เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. โดยเป็นขั้นตอนของการลงมติในวาระ 2 ที่ละมาตรา จนครบ 193 มาตราโดยใช้เวลาการลงมติกว่า 2 ชั่วโมง จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติในวาระ3 ด้วยคะแนน 197 ต่อ 1 เสียงงดออกเสียงจำนวน 7 เสียง เห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ...
ทั้งนี้ ตามขั้นตอนจะต้องมีการส่งร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯที่ผ่านความเห็นชอบจากสนช.ไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อพิจารณาว่าการแก้ไขเนื้อหาของร่างกฎหมายของสนช.ขัดต่อเจตนารมณ์หรือไม่ก่อนจะตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่างป.ป.ช. กรธ. และสนช. อย่างไรก็ตาม หากทั้งป.ป.ช.และกรธ.ไม่เสนอให้ประธานสนช.ตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย จะมีผลให้ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
สำหรับประเด็นสำคัญที่ได้มีการแก้ไข คือ การตัดเนื้อหามาตรา 37/1 ออกไปทั้งหมด ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการให้ป.ป.ช.สามารถขออนุญาตจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อให้มีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตผ่านวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใดได้ จากเดิมที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯได้บัญญัติขึ้นมาใหม่ ภายหลังสมาชิกสนช.หลายคนได้อภิปรายคัดค้านจนพล.ต.อ.ชัชวาลย์ต้องประกาศขอถอนมาตรา 37/1 กลางที่ประชุมสนช.เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา
ขณะที่ มาตรา 178 ซึ่งบัญญัติว่า ให้ประธานกรรมการป.ป.ช.และกรรมการป.ป.ช.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามที่กำหนดในพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 หรือพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 19 เว้นแต่กรณีตามมาตรา 19 (3) ในส่วนที่เกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติตามมาตรา 9 และลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11 (1) และ 18 มิให้นำมาใช้บังคับ อันเป็นการกำหนดให้ประธานป.ป.ช.และกรรมการป.ป.ช.ชุดปัจจุบันยังสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามกฎหมาย ซึ่งที่ประชุมสนช.มีมติเสียงข้างมาก 157 ต่อ 26 คะแนนเห็นชอบกับมาตรา 178 โดยมีสมาชิกสนช.ใช้สิทธิ์งดออกเสียง 29 คน
จากนั้น ที่ประชุมสนช.ได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน หลังศาลฎีกาได้มีหนังสื่อยืนยันมาถึงสนช.แล้วว่า กระบวนการคัดเลือกผู้สมควรดำรงตำแหน่งกกต.นั้นกระทำโดยถูกต้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยตั้งกมธ.จำนวน 17 คน พิจารณาภายใน 60 วัน





