วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สัญญาณ 'ปลุกระดม' เงื่อนไขปลดล็อกการเมือง?

จับประเด็นร้อน! สัญญาณ 'ปลุกระดม' เงื่อนไขปลดล็อกการเมือง?

การปลดล็อกเลือกตั้งระดับท้องถิ่นทั้งเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษคือกรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น

หลังจากที่วานนี้ (16 พ.ย.) วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกกระทรวงมหาดไทย กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือในประเด็นการแก้ไขกฎหมายเพื่อเตรียมจัดการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยมีข้อสรุปในการแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องจำนวน 6 ฉบับได้แก่

พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ..2545,พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 (อบต.),พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 (อบจ.),พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 ,พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ กทม. พ.ศ. 2528,และ พ.ร.บ.บริหารราชการเมืองพัทยาพ.ศ. 2542

ดังนั้น ขั้นตอนหลังจากคงต้องรอให้มีการจัดทำกฎหมายให้แล้วเสร็จ รวมทั้งรอผลวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ยื่นตีความในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจในการจัดการเลือกตั้ง

ก่อนจะมีการปลดล็อกและเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งในระดับต่างๆซึ่งก่อนหน้านี้รองนายกฯวิษณุได้ออกมาระบุว่าอาจจะมีการพิจารณาปลดล็อกเลือกตั้งท้องถิ่นเพียงแค่บางระดับก่อน

ส่วนที่เหลืออาจจะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป!

แต่ทว่า ในขณะที่มีการเตรียมการเลือกตั้งท้องถิ่นอีกด้านยังคงมีความเคลื่อนไหวในส่วนของการเมืองสนามใหญ่ที่ขณะนี้ที่พรรคการเมืองและนักการเมืองยังคง “ต้องร้องเพลงรอ” ต่อไป

เพราะยังไม่มีทีท่าว่าฝ่ายผู้มีอำนาจอย่าง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะไฟเขียวปลดล็อกให้มีการทำกิจกรรม หลังจากที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้ไปก่อนหน้านี้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือพรรคการเมืองจะต้องดำเนินการต่างๆ อาทิการจัดทำบัญชีพรรค รวมถึงดำเนินการต่างๆเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดภายใน180 วัน

แต่ปัญหาสำคัญคือในขณะที่กรอบเวลา 180 วันได้เริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับ แต่ขณะนี้คสช.ยังไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ จึงมีเสียงสะท้อนจากหลายๆพรรคที่แสดงความกังวลว่าจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันกรอบเวลา

ก่อนหน้านี้3 พรรคการเมืองได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ส่งหนังสือถึงกกต.เพื่อถามความชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินการตามกรอบเวลาดังกล่าว

ขณะที่ท่าทีจากทางฝั่งรัฐบาลเองโดยเฉพาะในส่วนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ล่าสุดได้สั่งการผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่14 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า
ปัจจุบันสถานการณ์เข้าสู่โหมดการเมืองเห็นได้จากปรากฏการณ์หลายเรื่องมีการใส่ร้าย บิดเบือน การปล่อยข้อมูลข่าวสารเป็นเท็จหรือความพยายามลดความน่าเชื่อถือของตัวบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในรูปแบบต่างๆ ซึ่งบางเรื่องก็ไม่มีมูลจึงสั่งการให้รัฐมนตรีทุกคนทำงานเชิงรุก

สอดคล้องกับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ระบุว่า จากข่าวสารพบว่าบางกลุ่มยังมีการเคลื่อนไหวบิดเบือนผ่านเว็บไซต์ต่างๆ

ขณะเดียวในส่วนของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) มีหนังสือด่วนถึงบช.น.,บช.ก.,บช.ภ.1-9 และทุกหน่วยในสังกัด ให้ติดตามพฤติการณ์กลุ่มบุคคลหลังมีข้อมูลว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวเตรียมการปลุกระดมมวลชนเตรียมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล

โดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร.ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ ระบุถึงกรณีนี้ เป็นเพียงการแจ้งเตือนตามวงรอบ ไม่มีนัยอะไรพิเศษแต่ก็เป็นการเฝ้าระวังตามปกติ

“ในส่วนของกลุ่มแกนนำหรือม็อบต่างๆ ช่วงนี้ก็ไม่มีไม่พบความเคลื่อนไหวเพราะถูกจับกุมไปหมดแล้ว ขณะนี้บ้านเมืองเรียบร้อยดีการข่าวยังปกติ”

ในประเด็นการปลดล็อกการเมืองสนามใหญ่นั้นตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ระบุคือ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขสำคัญคือ“บ้านเมืองสงบ”

ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า ทางฝ่ายผู้มีอำนาจอย่างคสช.อาจจะหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาเป็นเหตุผลสนับสนุนในการที่ยังไม่“ไฟเขียว” เพื่อ “ปลดล็อก” ให้การเมืองทำกิจกรรมก็เป็นได้!!