“อภิสิทธิ์” อัด 6 คำถาม สร้างความขัดแย้ง แนะให้ตั้งคำถามเรื่องปากท้อง ปชช. ดีกว่า
เมื่อวันที่ 8 พ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านวิทยุ FM 101 ถึงคำถามของนายกรัฐมนตรี 6 ข้อว่า การจะถามอะไรก็เป็นสิทธิของนายกฯ ซึ่งที่ผ่านมาเคยถามมาแล้ว 4 คำถาม แต่คนตอบต้องไปแสดงตนด้วยข้อมูลส่วนตัว ต้องบอกว่าวิธีการแบบนี้ไม่ใช่วการสำรวจความคิดเห็นตามหลักสถิติที่เขาทำกัน และการอ้างอำนาจของปวงชนนั้น ตามปกติก็ต้องใช้วิธีใช้ปกป้อง ปชช. ที่ออกความเห็น อย่างการลงคะแนนลับ หรือเลือกตั้ง ด้วยการปิดชื่อ เพื่อป้องกันผู้มีอำนาจกลั่นแกล้งได้ ทั้งการที่ตั้งคำถามขึ้นมาตนก็ไม่รู้ว่าเจตนามีอะไร แต่ไม่อยากให้นายกฯ เสียเวลากับเรื่องแบบนี้ ถ้าอยากจะตั้งคำถามจริงๆ ให้ตั้งคำถามถึงปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ หรือปัญหาราคาสินค้าเกษตร ว่าเป็นอย่างที่เขาว่ากันไหม แล้วนำไปแก้ปัญหาจะดีกว่าหรือไม่ เพราะคำถามทั้ง 6 ข้อ เป็นเรื่องของการเมือง ซึ่งเรื่องการสร้างธรรมาภิบาลที่ดี ก็มีกลไกตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูกอยู่แล้ว
นายอภิสิทธ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาตนพยายามบอกว่า ทุกคนมีส่วนสร้างปัญหาให้บ้านมือง ถ้าเราช่วยกันดูแลและแก้ไขก็จะดีที่สุด แต่การตั้งคำถามแบบนี้ทำให้เกิดความเผชิญหน้าระหว่าง คสช. กับนักการเมืองมากกว่า เพราะมีการตั้งคำถามถึงนักการเมืองเก่าๆ ซึ่งตนก็ไม่แน่ใจว่าตัวนายกฯเองถือเป็นนักการเมืองเก่าหรือไม่ เพราะดำรงตำแหน่งมานานแล้ว คสช. หลายๆคนก็ทำงานบริหารนานกว่า รัฐบาลสมัยของตน หรือของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เสียอีก ส่วนที่ถามว่าจะมีการตอบโต้เกิดขึ้นหรือไม่ ตนอยากเรียนว่า ในคำถามสุดท้ายนั้น ถ้านายกฯมีความรู้สึกว่า เสียงวิจารณ์นั้นไม่เป็นความจริง หรือไม่ถูกต้อง ต้องเรียนว่ารัฐบาลนี้ มีกลไกในการชี้แจงมากกว่ารัฐบาลอื่นๆในรอบ 20 กว่าปีด้วยซ้ำ ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่า นักการเมืองในคำถามนั้นหมายถึงใครบ้าง ตนก็เคยก็วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล แต่ไม่เคยมีวัตุประสงค์ให้ร้าย และกล้าท้าด้วยว่าไม่เคยบิดเบือนข้อมูล ตนเคยวิจาร์เยอะเพื่อต้องการให้นายกฯรับฟัง เป็นการให้ข้อเสนอแนะสร้างสรรค์ ทำไมต้องเหมารวมว่าเป็นการวิจารณ์ เพื่อด้อยค่า คสช. ดังนั้นเรื่องนี้ควรที่จะปรับทัศนคติกันหน่อย ถ้าอยากให้บ้านเมืองไปอย่างราบรื่น ต้องไม่สร้างความจัดแย้งด้วยการเผชิญหน้า “ส่วนคำถามที่ว่า คสช. หนุนพรรคได้ไหมนั้น เป็นสิทธิของท่านเหมือนคนไทยทั่วๆไป หมายถึงสิทธิส่วนบุคคล แต่อย่าลืมว่าถ้าการสนับสนุนนั้นเป็นการกระทำที่อิงการใช้อำนาจของรัฐ จะเป็นเรื่องขัดกับหลักธรรมาภิบาลทันที เพราะที่ผ่านมาการเลือกตั้ง มีปัญหาเพราะรัฐบาลก่อนๆใช้อำนาจในทางที่ผิดระว่างจัดการเลือกตั้ง ทำให้กลไกของรัฐไม่เป็นกลาง ซึ่งเป็นกลไกสร้างวิกฤติ ถ้าใช้อำนาจรัฐควบคู่ไปก็ไม่ต่างจาก รัฐบาลที่ใช้อำนาจมิชอบในอดีต และยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จอย่าง ม.44 ด้วย พูดภาษาบ้านๆคือมีอำนาจใหญ่กว่า กกต. ลองคิดดูว่าประชาธิปไตยบ้านเราจะเป็นอย่างไร”
นายอภิสิทธ์ กล่าวต่อไปว่า ตนว่าไม่จำเป็นต้องตอบ 6 คำถามก็ได้ แต่ใครอยากถามอยากตอบคำถามก็ตอบไป แต่อย่าทำให้หลักการบ้านเมืองเขว และอย่าเพิ่มคู่ขัดแย้งใหม่ ตอน คสช. เข้าใหม่ๆมาก็พยายามบอกว่าไม่ใช่คู่ขัดแย้งใคร แต่ที่ตั้งคำถามคือการดึงตัวเองเข้ามาเป็นคู่กรณี ซึ่งขอให้ช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะเดินหน้าอย่างไรจะดีกว่า ส่วนมองว่านี่คือคำถามเพื่อตั้งพรรคใหม่หรือไม่นั้น ตนไม่สนใจว่าตั้งหรือไม่ แต่ในระบอบประชาธิปตัยสนับสนุนให้มีการแข่งขันกัน ที่น่าเป็นห่วงคือ ปัญหาปากท้องของประชาชน นายกฯควรให้ความสำคัญเรื่องนั้นมากกว่า และไม่ควรดึงตัวองเข้าสู่ความขัดแย้ง คนดีไม่จำเป็นต้องคิดเห็นเหมือนกันทุกเรื่อง ทำไมต้องผล้กคนเห็นต่างเป็นคนไม่ดี





