“ไผ่ ดาวดิน” ขึ้นศาลทหาร มทบ.23 ร่วมฟังการสืบพยานโจทก์ 2 ปาก “ตำรวจ– นักข่าว” คดีชุมนุมครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร คสช. ศาลเลื่อนพิจารณาไป 20 พ.ย.นี้ เหตุพยานไม่มาตามนัด
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 29 กันยายน 2560 เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางขอนแก่นนำตัวนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” นักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่อีสานและอดีตสมาชิกกลุ่มดาวดิน มาศาลทหารมณฑลทหารบกที่ 23 ค่ายศรีพัชรินทร์ จ.ขอนแก่น ตามนัดสืบพยานในคดีที่นายจตุภัทร และพวกรวม 7 คน จัดกิจกรรมชุมนุมครบรอบ 1 ปี คสช. รัฐประหาร ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558 ที่ผ่านมา
โดยการนำตัวนายจตุภัทร มาที่ศาลทหาร มทบ.23 วันนี้ มีนายวิบูลย์ - นางพริ้ม บุญภัทรรักษา พ่อและแม่ รวมทั้งสมาชิกกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่เดินทางมาให้กำลังใจและร่วมติดตามการสืบพยานในคดีต่อจากครั้งที่แล้ว โดยการสืบพยานในวันนี้มีผู้พยานที่เข้าให้การ 2 คน คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และสื่อมวลชนสำนักหนึ่ง ที่อยู่ในเหตุการณ์ เมื่อปี 2558 ท่ามกลางการรักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ทหาร
นายอานนท์ นำภา ทนายความ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยภายหลังการสืบพยาน ซึ่งใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมงว่า วันนี้ศาลทหาร มทบ.23 ได้นัดสืบพยานฝ่ายโจทก์ไว้ 2 ปาก คือ ช่างภาพข่าวที่บันทึกภาพเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ และ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น แต่เนื่องจากพยานทั้ง 2 ปาก ไม่ได้มาที่ศาลตามนัด ศาลจึงเลื่อนการพิจาณาไปเป็นวันที่ 20 พ.ย.2560 และอนุญาตให้ฝ่ายโจทก์แก้ฟ้องในส่วนที่อัยการได้ขอให้ไม่นับโทษซ้อนกัน โดยให้นับโทษต่อจากคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112 ที่นายจตุภัทร์ ได้รับโทษอยู่ในขณะนี้ และไม่ให้หักวันที่นายจตุภัทร์ ถูกจำคุกอยู่ภายในเรือนจำในคดีนี้ด้วย โดยให้หักออกจากคำพิพากษา ซึ่งศาลได้รับเป็นข้อเท็จจริงไว้ แต่ยังไม่มีคำพิพากษาในเรื่องนี้ต้องรอว่าคดีนี้จะมีการพิพากษายกฟ้อง หรือ ลงโทษ ในกรณีที่ลงโทษศาลจะนับโทษต่อเลยหรือไม่ จะต้องรอการวินิจฉัยอีกครั้ง
“การที่พยานฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลตามนัดเพื่อทำการสืบพยาน มีผลทำให้คดีนี้ล่าช้าออกไป เพราะนับตั้งแต่ไผ่ถูกจำคุกมาจนถึงวันนี้ก็เป็นระยะเวลาเกือบ 6 เดือน ซึ่งเกือบจะครบโทษแล้ว การที่อัตราโทษจำคุกในคดีนี้ มีโทษจำคุก 6 เดือน แต่การพิจารณาคดีใช้เวลายาวนานกว่า 6 เดือน ก็ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของจำเลยโดยตรง ซึ่งหลังจากนี้ทีมทนายความก็จะปรึกษากันต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้ส่วนที่โทษมันเกิน จะได้รับการปล่อยตัวโดยเร็วในคดี อย่างไรก็ตาม ยังคงยืนยันว่า การออกมาทำกิจกรรมแบบสันติวิถีเป็นสิ่งที่น่าจะทำได้ สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับศาลทหารที่จะมองว่า การคัดค้านเผด็จการ เป็นเรื่องที่จะต้องลงโทษนักกิจกรรม โดยเฉพาะที่เป็นนักศึกษา นักกฏหมายหรือไม่ เราก็คงขอความเป็นธรรมจากศาลว่าสิ่งที่ไผ่ ไปแสดงออกเป็นการทำโดยสันติวิธี จึงไม่น่าจะเป็นการชุมนุมก่อความวุ่นวาย” นายอานนท์ กล่าว
ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการตามขั้นตอนของศาลทหารเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางขอนแก่น ได้นำตัวนายจตุภัทร์ กลับขึ้นไปบนรถผู้ต้องขังเพื่อกลับไปยังเรือนจำขอนแก่น โดยก่อนที่นายจตุภัทร์ จะขึ้นไปบนรถ พ่อแม่ และกลุ่มเพื่อน ๆ ที่มาให้กำลังใจได้โผล่เข้ากอดนายจตุภัทร์ พร้อมกับกล่าวคำให้กำลังใจ โดยนายจตุภัทร์ได้ตอบรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม โดยใช้เวลา ประมาณ 3 นาที ก่อนที่นายจตุภัทร์จะเดินขึ้นนั่งบนรถ ก่อนที่รถจะวิ่งออกไป
ทั้งนี้ นายจตุภัทร์ ได้ถูกนำตัวมาส่งฟ้องที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 23 ค่ายศรีพัชรินทร์ จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่19 ส.ค.59 เวลาประมาณ19.30 น. ในคดีฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่3/2558จากกรณีทำกิจกรรมต่อต้านการรัฐประหารที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยขอนแก่น เมื่อ วันที่ 22 พ.ค.2558 ซึ่งตำรวจขอนแก่นได้ขออนุมัติหมายจับนายจตุภัทร์ร่วมกับนักศึกษาจากกลุ่มดาว ดินอีก 6 คน จากศาลทหารขอนแก่นไว้ตั้งแต่เมื่อปี2558 หลังจากศาลจังหวัดภูเขียวมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในคดีแจกเอกสารรณรงค์เรื่องร่างรัฐธรรมนูญของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ โดยอัยการศาลทหารมีความเห็นสั่งฟ้องนายจุตภัทร์ ในคดีดังกล่าวโดยสรุปคำฟ้องได้ว่า นายจตุภัทร์และพวกอีก6คน ร่วมกันชุมนุมทางการเมือง โดยรวมตัวกันร้องเพลง และชูป้ายต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาลด้วยข้อความ“คัดค้านรัฐประหาร”ที่ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นการร่วมกันชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่5คนขึ้นไป ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่3/2558เจ้าหน้าที่จับนายจตุภัทร์และพวกได้พร้อมป้ายประท้วงดังกล่าว




