วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จี้ 'ป.ป.ช.' ขยายเวลาอุทธรณ์3จำเลยสลายชุมนุมเพิ่ม

"พธม." จี้ "ป.ป.ช." ขยายเวลาอุทธรณ์ 3 จำเลยสลายการชุมนุมเพิ่ม เล็ง 3 แนวทางเล่น ป.ป.ช. หากยังนิ่ง "วีระ" เย้ยอาชญากรย่อมทิ้งร่องรอย

ที่บ้านพระอาทิตย์ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) อ่านแถลงการณ์คณะทำงาน พธม. 3/2560 ว่า ​โดยคณะทำงานมีมติให้ดำเนินคดีอาญากับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแหล่งชาติ (ป.ป.ช.) จากกรณีที่ ป.ป.ช. มติเมื่อ 29 ส.ค. ให้อุทธรณ์คดีสลายการชุมนุม พธม. เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาเพียงคนเดียว โดยไม่อุทธรณ์อีก 3 คน ซึ่งประกอบด้วยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ และพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. ซึ่งคณะทำงาน มีความเห็นว่าการลงมติครั้งนีมีความไม่เป็นธรรม ซึ่งสังคมสงสัยว่า ป.ป.ช. มีเจตนาที่ฝืนมติ ป.ป.ช. ชุดเดิม ที่มีหลักฐานและหลักฐานว่าจำเลยทั้ง 4 มีความผิดชัดเจน ในขณะที่ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเองก็มีมติไม่เป็นเอกฉันท์แม้จะเป็นเพียงเสียงเดียวก็ตาม ที่เป็นว่าควรลงพิพากษาจำเลยอีก 3 คนร่วมด้วย ดังนั้นจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะไม่ทำการอุทธรณ์

นายปานเทพ กล่าวต่อไปว่า การที่ ป.ป.ช. ไม่อุทธรณ์ครับ 4 คน จึงเท่ากับช่วยเหลือจำเลยทั้ง 3 และเมื่อรวมกับพฤติการณ์ ว่า ป.ป.ช. ชุดนี้เสียงข้างมามากจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในยุครัฐบาล คสช. ที่เหลือก็สืบเนื่องจากสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อีกทั้งสงคมทราบดีว่า พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นน้องชายของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ทั้งนี้ที่ผ่านมา ป.ป.ช. บางคนเคยมีความพยายามถอนคดีนี้ออกจากการพิจารณาของศาลฎีกา ด้วยเหตุนี้ทำให้สังคมเชื่อว่ามีการเลือกปฏฺบัติในการไม่อุทธรณ์จำเลยอีก 3 คน โดยไม่สนใจความยุติธรรมให้กับผู้บาดเจ็บและล้มตายในการสลายกลุ่มผู้ชุมนุม พธม. เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 51 โดยการทำเช่นนี้ไม่สามารถสร้างความปรองดองได้ เพราะที่ผ่านมาความขัดแย้งเกิดจาก ผู้มีอำนาจแต่ละยุคใช้กฎหมายล้างผิดให้พรรคพวก และใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อทำลายฝั่งตรงข้ามในระยะหลายปีที่ผ่านมา

"การเลือกอุทธรณ์เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เพียงคนเดียว ย่อมทำให้สังคมสามารถเปรียบเทียบกับคดีจำนำข้าว ที่ผู้บังคับบัญชาเองยังต้องได้รับโทษด้วยด้วย แต่ปรากฏว่า คสช. และฝ่ายความมั่นคงเอง กลับปล่อยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหนีคำพิพากษาของศาลไปได้ ในขณะที่ ป.ป.ช. ชุดนี้เอง ไม่อุทธรณ์คดีนี้เพื่อเป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้ง 3 กรณีนี้น่อมทำให้สังคมอาจสงสัยว่า บทลงโทษและคุกไม่ได้มีไว้สำหรับพวกห้องของตัวเอง หรือชนชั้นนำที่จะเป็นหุ้นส่วนของอำนาจทางการเมืองในอนาคต ทำให้สังคมถูกแบ่งชนชั้นในการเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะสร้างความแตกยแในสังคมแน่นอน ดังนั้นคณะทำงานพันธมิตรฯ จึงมีมติให้ดำเนินคดีอาญากับ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้องกับการลงมติต่อไป" นายปานเทพ กล่าว

นายปานเทพ กล่าวอีกว่า หาก ป.ป.ช. ไม่อุทธรณ์ 3 จำเลยดังกล่าวเพิ่ม เราก็จะเล็งหาวิธีดำเนินการทางกฎหมายต่อ ป.ป.ช. เช่น 1.ตามความเห็นของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ที่ระบุว่าสามารถแจ้งความเอาผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ได้ 2.ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญโดยการรวบรวมรายชื่อประชายชนสองหมื่นรายชื่อ ร้องผ่านไปที่ สนช. หรือ สส. และ สว. ในอนาคต เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านี้ต่อไป และ 3.ร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ดำเนินคดีกับ ส่วนท้ายที่สุดจะเป็นแนวทางไหน เราขอหารือกันอีกครั้ง โดยมอบหมายให้ นายวีระ สมความคิด แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นผู้ดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตามตนเห็นว่า ป.ป.ช. ควรจะขยายเวลาการอุทธรณ์ออกไป ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 1 ก.ย. แต่ถ้าหากไม่ทำ ก็จะทำให้สังคมเกิดคำถามว่า ต้องการช่วยเหลือบุคคลที่มีสายสัมพันธ์กับคนใน คสช. หรือไม่ รวมทั้งพฤติกรรที่ ป.ป.ช. รีบชิงมีมติเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าต้องการปิดช่อง ไม่ให้มีเวลาพิจารณาในการอุทธรณ์ 3 คนที่เหลือ

ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา อดีตผู้ประสานงาน พธม. กล่าวว่า มติ ป.ป.ช. ครั้งนี้ทำให้ตนนึกถึงคดีการระบายข้าวแบบจีทูจี ที่มีการตัดตอนไม่ให้เรื่องไปถึงผู้กระกระทำผิดตัวจริง คล้ายกับเรื่องเล่าของนายสุรนันท์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าเพื่อนของมีเรื่องที่พูดไม่ได้ ในปมจำนำข้าว เพราะฉะนั้น ป.ป.ช. ควรทำเรื่องนี้ให้เกิดเป็นบรรทัดฐาน หากอนาคตมีการชุมนุม แล้วมีถ้ามีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุม ก็จะมีเพียงตำรวจในพื้นที่เท่านั้นที่ตกเป็นจำเลยคดีสลายการชุมนุม

ขณะที่นายวีระกล่าวว่า ตนจะรีบนำแนวทางการฟ้องร้องมาพิจารณา และดำเนินการให้เร็วที่สุด ทั้งนี้การไม่ยื่นอุทธรณ์จำลเยอีก 3 คน ของ ป.ป.ช. แสดงให้เห็นถึงความชัดเขนว่า เป็นเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนใกล้ชิดคนใน คสช. ในทางกลับกันถ้าคดีจำลเยคดีนี้ไม่มี พล.ต.อ.พัชรวาท เพียงนายสมชาย, พล.อ.ชวลิต, พล.ต.ท.สุชาติ ผลการอุทธรณ์จะไม่ออกเป็นเช่นนี้ก็ได้

"จริงๆผมอยากจะเห็นมติให้ชัด ไม่อุทธรณ์ทั้ง 4 คนไปเลย แต่พอมีประเด็นเลือกอุทธรณ์เพีนยงคนเดียว ก็ทำให้เห็นความชัดเจน และทิ้งร่องรอย ถ้าในปรัชญาทางกฎหมายเขาบอกว่า อาชญากรย่อมทิ้งร่องรอย" นายวีระกล่าว