"บิ๊กสร้าง" ย้ำโผโยกย้าย - แต่งตั้งต้องเสร็จสิ้นภายใน ธ.ค. หากล่าช้าต้องใช้ระบบอาวุโสเเทนผลงาน ด้านตร.ค้าน-หวั่นทำงานเฉื่อยชา ลั่น!!โครงสร้างต้องชัดเจนสิ้น ส.ค.นี้
ที่ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ) ครั้งที่3 ร่วมกับคณะกรรมการฯ โดยมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.เดชณงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผบ.ตร. พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผบ.ตร. พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผบช.รร.นรต. ศ.ดร.สมคิด เลิศไพบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ และคณะกรรมการ โดยใช้เวลาการประชุมนายกว่า3 ชม.
ศ.ดร.สมคิด กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบการแต่งตั้งกรรมการในคณะอนุกรรมการทั้ง 5 ชุด โดยหลังจากนี้จะแยกย้ายกันไปหารือ เช่น คณะอนุกรรมการด้านวิชาการ และ ชุดรับฟังความเห็น จะเริ่มประชุมนัดแรกวันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม นี้ ส่วนคณะอนุกรรมการชุดอื่นก็จะเริ่มดำเนินการในสัปดาห์ต่อไป โดย พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ยังคงเน้นย้ำให้ที่ประชุมใหญ่ต้องหารือกันสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยจะดำเนินการไปจนกว่าจะถึงเดือนสิงหาคม ที่คาดการณ์ว่าแนวทางการปฏิรูปตำรวจจะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม และนำไปสู่การแก้ไขในกระบวนการกฎหมายต่อไป
นอกจากนั้น ที่ประชุมยังได้รับทราบรายงานความเห็นการปฏิรูปตำรวจขององค์กรต่างๆ ที่มีด้วยกัน 6 ชุด ประกอบด้วย คณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ,สภาปฏิรูปแห่งชาติ,สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ,อนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแผนการปฏิรูปกิจการตำรวจ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ,คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยผลการศึกษาส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกัน โดยตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องอำนาจหน้าที่ตำรวจ เรื่องการถ่ายโอนภารกิจบางส่วนให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบแทน เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายโดยใช้ระบบคุณธรรม รวมถึงเรื่องอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่ต้องมีอิสระต่อผู้บังคับบัญชา
ศ.ดร.สมคิด กล่าวอีกว่า ประเด็นที่วันนี้ใช้เวลาในการอภิปรายมากที่สุด คือเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ซึ่งมาตรา 260 แห่งรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ได้กำหนดให้คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจทำงานให้เสร็จภายใน 1 ปี หากทำไม่เสร็จ การแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี 2561 จะต้องใช้ระบบอาวุโสเพียงอย่างเดียว ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมนั้นไม่เห็นด้วย เพราะเป็นห่วงว่า การใช้ระบบอาวุโสเพียงอย่างเดียว โดยไม่พิจารณาเรื่องผลงาน อาจทำให้ตำรวจมีความเฉื่อยชาในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ จำเป็นต้องเร่งพิจารณาเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2560 ส่วนการปฏิรูปด้านอื่นๆ ยังคงมีเวลาดำเนินการได้ถึงวันที่ 5 เมษายน 2561 ที่ถือเป็นวันสุดท้ายที่คณะกรรมการชุดนี้จะปฏิบัติหน้าที่
โฆษกคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ กล่าวถึงการกำหนดกรอบเวลาในการพิจารณาเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายให้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2560 ด้วยว่า การปฏิรูปเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม จะต้องนำไปสู่การแก้ไขกฎหมาย ซึ่งที่ประชุมทราบว่า เมื่อคณะกรรมการปฏิรูปพิจารณาเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายจนแล้วเสร็จ จะต้องส่งเรื่องไปให้รัฐบาลพิจารณาร่างกฎหมาย ซึ่งจะเห็นชอบหรือไม่ ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาล จากนั้นจะต้องส่งต่อไปให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาผ่านร่างกฎหมายต่อไป ซึ่งทั้งหมดค่อนข้างจะใช้เวลามาก จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้ทันเวลาการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี 2561
ที่ประชุมยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเค้าโครงการปฏิรูประบบแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในอนาคต โดยพูดถึงผู้ที่มีอำนาจในการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ การแต่งตั้งตำรวจระดับรองผู้บัญชาการและรองผู้บังคับการ รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแทรกแซงของนักการเมือง การซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งประเด็นทั้งหมดยังไม่ได้ข้อยุติ และได้กำหนดวันประชุมอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม 2560 ในเวลา 9.00 น. โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาการใช้สถานที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐสภา
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า กรอบระยะเวลาที่เหลือค่อนข้างจำกัด โจทย์ที่นายกฯมอบให้คณะกรรมการปฏิรูปฯจะเสร็จทันหรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า ตามสูตร2-3-4 จะเสร็จภายในวันที่ 5 เมษายน แต่ทางคณะกรรมการจะต้องเร่งทำให้เสร็จก่อนอยู่แล้ว โดยเฉพาะความชัดเจนเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย ต้องเสร็จก่อนเดือนธันวาคม ไม่ถึงเมษายนแน่นอน
ผู้สื่อข่าวสอบถามต่อว่า ถ้าถึงวันที่ 5 เมษายน จะได้ความชัดเจนทั้งเรื่องโครงสร้างองค์กร สำนักงานตำรวจควรจะไปอยู่ที่ไหน อย่างไร สังกัดใด นายสมคิด ตอบว่า แน่นอน พล.อ.บุญสร้าง ประธานคณะกรรมการฯนัดประชุมสัปดาห์ละ 2 วัน จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม เข้าใจว่าถ้าถึงสิ้นเดือนสิงหาคม คงจะรู้ความชัดเจนหมดแล้ว เพียงแต่ต้องไปดูรายละเอียดอีกครั้ง ว่าจะปรับแก้ตรงไหน ไปแก้กฎหมายส่วนไหน โดยจะจัดให้รับฟังความเห็นอย่างกว้างขวางอีกครั้งหนึ่งว่าโมเดลที่คณะกรรมการกลั่นกรองมานั้นเป็นอย่างไร มีตรงไหนต้องปรับเพิ่มเติม





