"นายกรัฐมนตรี" เผย 3 ปีรัฐบาลได้พิจารณาร่างกฎหมายไปแล้ว 401 ฉบับ มีผลใช้บังคับ 230 ฉบับ ลั่นไม่ได้จำกัดเสรีภาพ แต่ต้องมีกฎหมายปกป้องสถาบัน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้พิจารณาร่างกฎหมายไปแล้ว 401 ฉบับ และมีผลใช้บังคับแล้วมีจำนวน 230 ฉบับ ประกอบด้วย การผลักดันกฎหมายใหม่ที่จำเป็น ปรับปรุงกฎหมายเดิมที่ล้าสมัย และยกเครื่องกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ทั้งกฎหมายด้านเศรษฐกิจ กฎหมายตามพันธกรณีระหว่างประเทศ กฎหมายลดความเหลื่อมล้ำ กฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิการและมนุษยธรรม และกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม ตลอดจนในเรื่องของการรักษาความสงบเรียบร้อย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม มีหลายประเด็นที่ตนอยากให้ช่วยกันทบทวน ลองขบคิดดูว่าสิ่งที่บางคนคิดดังๆ ออกสื่อนั้น อยู่บนพื้นฐานหลักการและเหตุผล ที่ถูกที่ควรหรือไม่ เช่น หลายคนมักพูดติดปากว่ารัฐบาลและ คสช. จำกัดเสรีภาพ คงต้องทำความเข้าใจกันใหม่ ให้ถ่องแท้ อันนี้คงจะไม่ไปพูดถึงการละเมิดสถาบันซึ่งยังมีอยู่ บุคคลธรรมดาก็เราก็ยังมีกฎหมาย ในเรื่องของการฟ้องหมิ่นประมาท แต่เราก็ยังต้องดูแลสถาบันที่เคารพศรัทธาของคนไทย กฎหมายฉบับนั้นมีไว้เพื่อปกป้องสถาบัน แล้วพระองค์ท่านก็ปกป้องพระองค์เองไม่ได้ ฉะนั้นสถาบันก็มีแต่พระเมตตามาโดยตลอด มีการลดโทษให้ มีการนิรโทษให้ตลอดมา
"ท่านปกป้องพระองค์เองไม่ได้ ก็หลายคนก็เคยตัว วันนี้มันเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยทุกคน อย่าปล่อยให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่เลยครับ อย่าแชร์ อย่าแพร่ มันผิดกฎหมายมาแล้วก็เป็นปัญหาอีก เพราะฉะนั้นเราต้องแยกให้ออกครับ เช่น ประเด็นของเสรีภาพในที่ต่างๆ การเดินขบวน สร้างความวุ่นวาย การปราศรัยที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาท หมิ่นสถาบัน โดยการขาดการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง ไร้ความน่าเชื่อถือนั้น เพราะว่านอกจากจะเป็นการละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิผู้อื่นแล้ว ยังกีดขวางการจราจร กีดขวางการใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะการใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อการชุมนุมลักษณะดังกล่าว หากไม่มีการขออนุญาตล่วงหน้า ก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย กฎหมายออกมาแล้ว มันต้องมีกำหนดเวลา มีจำนวน มีสาเหตุประเด็น" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ทั้งหมดมันต้องมีกติกาอย่าไปมองรัฐธรรมนูญอย่างเดียวว่าทุกคนมีสิทธิโน่นสิทธินี่ แต่กฎหมายอื่นมันมีข้างล่างหลายตัว จะมาอ้างอันโน้นอันเดียวมาทับอันล่าง งั้นข้างล่างก็ไม่ต้องมีกฎหมายหรอก เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่แล้วที่มีปัญหาทุกวันนี้ มันเป็นการดำเนินการที่มีเบื้องหน้า เบื้องหลังทั้งสิ้น หวังผลทางการเมืองด้วย อาจเดือดร้อนจริง แต่ก็มีการเมืองมาใช้ประโยชน์ด้วย นำความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นประโยชน์ต่อตนเองในการสร้างความชอบธรรม
"ท่านจะอ้างประชาธิปไตย อ้างสิทธิเสรีภาพ อ้างรัฐธรรมนูญต่างๆ แล้วเราไปปิดกั้นมัน คงไม่ถูกช่องทางที่ทุคนจะแสดงความคิดเห็นได้ รัฐบาลก็ได้ทำให้แล้ว อาทิ ศูนย์ดำรงธรรม หรือศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ซึ่งทุกคนก็สามารถแจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมาย และเสนอข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ คำติชม ได้ด้วยตนเอง อย่าทำอะไรให้เสียภาพลักษณ์ เสียความน่าเชื่อถือของบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง ในสายตาชาวต่างชาติอีกเลย บางคนก็เอาไปขยายความให้ต่างชาติมาโจมตีประเทศไทย ไม่รู้เป็นคนไทยหรือเปล่าเพราะจะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลง อยากให้ประชาชนลองคิดตามดูว่าสิ่งเหล่านี้สมควรหรือไม่ คนเหล่านี้กำลังคิดอะไรอยู่ มีความบริสุทธิ์ใจหรือไม่ นักกฎหมาย อดีตรัฐบาล นักการเมืองบางคน ออกมากดดันให้รัฐบาล และคสช.ทำโน่นทำนี่ ที่ผ่านมาปัญหามันเยอะแยะ ก็ไม่ได้ทำไม่ได้แก้ไขกันมาก่อน แล้วก็คิดได้ตอนนี้ แล้วก็มาไล่รัฐบาลนี้ให้ทำ แล้ววันหน้าเดี๋ยวถ้าไม่มีใครทำ ผมก็คงจะทำเริ่มไว้ให้แล้ววันนั้นท่านมีอำนาจหน้าที่เข้ามาทำใหม่แล้วกัน ให้ประชาชนเขาตรวจสอบติดตามดูบ้าง" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ฉะนั้นทุกคนน่าจะเปลี่ยนแนวคิด พัฒนาตัวเองกันบ้างในขณะนี้ ลองมาช่วยกันทำอะไรที่สร้างสรรค์ เช่น ชี้ประเด็นปัญหาจุดอ่อน ประสบการณ์ที่ทำมาแล้วพบเจอ แล้วถ้าแก้ไม่ได้ แล้วท่านมาทำให้ตนแก้ให้ได้ ด้วยวิธีการที่เหมาะสม ตนรับได้หมด ให้มีการรับฟังความคิดเห็น ขอให้เสนอแนะแนวทางในทัศนะของท่านมา แต่อย่ามาโจมตีตนว่าตนทำโน่นทำนี่อะไร มันก็จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่าปัจจุบันที่เขาทำกันมา เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นว่า ท่านมีแนวทางบริหารจัดการปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไรทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และโดยเฉพะอย่างยิ่งเมื่อท่านได้รับการเลือกตั้งมาในวันหน้าถ้าหากได้เป็นรัฐบาล
"อีกตัวอย่างเรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์ อยากให้ช่วยกันพิจารณาถึงข้อดี ข้อเสีย ชั่งน้ำหนักถึงผลกระทบ อันตรายให้รอบคอบ ไม่มีอะไรได้มาเปล่าๆ หากทุกคนต้องการความปลอดภัยสูงขึ้นก็ต้องแลกด้วย เสรีภาพที่ลดลงเสรีภาพที่ทุกคนต้องยอมรับ ว่ามันควรจะมีแค่ไหนอย่างไร ทุกประเทศในโลกก็มีเช่นนี้ เสรีภาพที่ต้องจำกัดให้อยู่ในกรอบ ไม่ไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เป็นไปตามกฎหมาย เพราะว่าถ้าทุกคนต้องการ จะเอาทุกอย่าง ไม่มีใครทำอะไรได้ทั้งสิ้นวุ่นวายป้องกันตัวเองก็ไม่ได้ ป้องกันองค์กรก็ไม่ได้ ให้ปลอดภัยจากการถูกโจมตี หรือการละเมิดมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ทุกคนก็ต้องมีวินัย และปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ที่วางเอาไว้โดยเริ่มจากตนเองก่อนเสมอ ไม่ใช่พอมีปัญหา ก็โทษเจ้าหน้าที่ไม่เอาใจใส่ กฎหมายมีแต่ไม่ปฏิบัติ แบบนี้มันก็แก้อะไรไม่ได้หรอก ต้องบังคับให้ถูกต้อง ต้องช่วยกัน ร่วมมือกัน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว





