วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้สนช.ทำกม.ลูกต้องตอบโจทย์การปฏิรูปการเมือง 4 ด้าน

“สุรชัย” ชี้สนช.ทำกม.ลูกต้องตอบโจทย์การปฏิรูปการเมือง 4 ด้าน แนะนำข้อมูลสัมมนาไปประกอบการตัดสินใจโหวตกม.ลูก

ที่โรงแรมนิว แทรเวิล ลอด์จ จ.จันทบุรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช. คนที่ 1 กล่าวปิดการสัมมนาสัมมนา เรื่อง“ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง”ว่า เป้าหมายของการจัดสัมมนาในครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อยุติประเด็นที่ค้างคา แต่เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ในพื้นฐานของประโยชน์ของประเทศชาติ และเพื่อเป็นข้อมูลการตัดสินใจของสมาชิกสนช.ในการประชุมสนช.เพื่อโหวตร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)และร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพราะหากไม่มีข้อมูลเหล่านี้ สนช.อาจจะโดนครหาว่าขาดความเป็นอิสระ เรามุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสมาชิก เมื่อเข้าสู่ที่ประชุม สมาชิกทุกคนต้องตัดสินใจเอง บนพื้นฐานข้อมูล ที่ได้รับจากการสัมมนา เอาไปชั่งน้ำหนักบนพื้นฐานประโยชน์ของประเทศ ประชาชนก็คาดหวังจากกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับนี้ ที่เป็น 2 ใน 4 กฎหมายสำคัญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ฝากกมธ. พิจารณร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต. เรื่องการตีความการจัดการเลือกตั้ง 150 วัน ด้วยว้าต้องทำให้ชัดเจนอย่าให้เกิดความคลุมเครือ กฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และกฎหมายที่มาส.ว. กรธ.ต้องรอให้ร่างกฎหมาย 2 ฉบับแรกนี้เสร็จก่อนถึงจะร่างกฎหมายลูกได้ และความสำคัญของกฎหมาย 2 แรกฉบับนี้จะเป็นคำตอบของประชาชนเรื่องเป้าหมายในการปฏิรูปประเทศ เราจะนำประเทศไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้หรือไม่อยู่ที่2 ฉบับนี้

นายสุรชัย กล่าวอีกว่า ฝากประธานกมธ.ทั้ง 2 คณะนี้ การจะปฏิรูปการเมือง ต้องอาศัยกฎหมาย 2 ฉบับนี้ ต้องทำให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปบริสุทธิ์ ยุติธรรม การปฏิรูปการเมืองไม่อาจสำเร็จได้ หากไม่ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง กฎและกติกาเป็นส่วนสำคัญอย่างมากที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้ สุดท้ายแนวคิดของกรธ.ที่ร่างกฎหมายลูกมาถูกต้องแล้วหรือยัง อยู่ที่สมาชิกสนช.จะต้องตรวจสอบ ส่วนกมธ.ที่พิจารณามีหน้าที่เพียงกลั่นกรองเท่านั้นเอง ซึ่งการเขียนกฎหมายทั้งหมดต้องตอบโจทย์การปฏิรูปด้านการเมือง 4 เรื่อง คือ 1 ทำยังไงให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปบริสุทธิ์ 2 จะทำอย่างไรที่จะพัฒนาพรรคการเมือง 3 ต้องมีกฎหมายส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และ 4 จะทำอย่างไรจะได้กฎหมายที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ใช่ผูกขาดโดยนักการเมือง เป้าหมายเหล่านี้ต้องทำให้เกิดขึ้น ขอฝากกมธ.ทั้ง 2 คณะดูเรื่องเหล่านี้ด้วย รวมทั้งหลักการของกฎหมายสองฉบับนี้จะต้องไม่ขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกระบวนการต้องถูกต้อง เพราะไม่อยากเห็นขั้นตอนต้องมาสะดุดลงว

ด้านพล.อ.ศุภวุฒิ อุตมะ เลขานุการกมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของสนช.กล่าวว่า ประเด็นการยกเลิกกกต.จังหวัดโดยให้มีผู้ตรวจการการเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ช่วยเหลือกกต.แทนมีความเห็นเป็นสองทางโดยเห็นด้วยกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเลือกตั้งโดยสนับสนุนแนวความคิดของกรธ.ที่กำหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ช่วยเหลือกกต.โดยมีเหตุผลคือเพื่อวางกลไกป้องกันการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรมและลดข้อครหาความไม่เป็นกลาง ของกกต.จังหวัด ซี่งที่ผ่านมามีปัญหา เป็นการส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากขึ้นโดยผ่านระบบผู้ตรวจการเลือกตั้งและผู้สังเกตการณ์อาสา เป็นการตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และการกระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง มีความเป็นอิสระคล่องตัว ไม่ต้องมีองค์คณะตัดสินใจ ลดข้อครหาในเรื่องความใกล้ชิดกับพื้นที่มาเกินไป โดยกำหนดให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งขึ้นบัญชีไว้ 5ปีเลือกบุคคลในพื้นที่จังหวัดละ 5-8 คน และจะจับสลากเลือกบุคคลในพื้นที่จำนวน 2 คน ที่เหลือจะจับสลากจากบุคคลนอกภูมิลำเนา

พล.อ.ศุภวุฒิ กล่าวว่า ส่วนที่ไม่เห็นกับกรธ.โดยให้คงรูปแบบกกต.จังหวัดไว้โดยให้เหตุผลว่ากกต.มีความเข้าใจในพื้นที่มากกว่า สามารถบริหารจัดการการเลือกตั้งได้มีประสิทธิภาพ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ และประชาชนในพื้นที่เพราะเป็นบุคคลที่เคารพนับถือของคนในพื้นที่ ผู้ตวจการการเลือกตั้งจำมีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่มากกว่ากกต.จังหวัดจากปกติ 120 ล้านบาทเป็น300 ล้านบาท ส่วนประเด็นการคงอยู่ของกกต.ตามบทเฉพาะกาล โดยกกต.จะอยู่ต่อหรือไม่ไม่ใช่ประเด็นว่าจะเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญได้เปิดพื้นที่ให้ออกแบบว่าควรจะไปในทิศทางใดตามมาตรา 273ดังนั้นการพิจารณากฎหมายฉบับนี้กมธ.จึงต้องยึดเนื้อหารัฐธรรมนูญเป็นหลักและมองไปสู่การปฏิรูปประเทศ โดยต้องทำให้กกต. ซึ่งเป็นเสมือนประตูไปสู่อำนาจรัฐมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จัดกลไกในการบริหารจัดการการเลือกตั้งให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนผ่านประเทศ โดยกรรมาธิการตัดสินใจอย่างไรต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศ ซึ่งมีทั้งสิ้น 3 แ นวทาง คือ 1.เซ็ทซีโรให้ทุกอย่างกลับไปเริ่มต้นกติกาใหม่ทั้งหมด 2.รีเซ็ท โดยยกเลิกเฉพาะผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่มีคุณสมบัติและไม่ลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญที่สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้3.ให้กกต.ทั้ง 5 คนดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ

“สมาชิกสนช.ได้แสดงความคิดเห็นว่าจะต้องชั่งน้ำหนักในการตัดสินใจโดยยึดหลักประโยชน์ของแผ่นดิน โดยเฉพาะกรณีที่คุณสมบัติกกต.เดิมแต่มีอำนาจเพิ่มขึ้นมีความเหมาะสมหรือไม่และหลักกฎหมายไม่ควรมีผลย้อนหลังหรือหลักเคารพสิทธิของปัจเจกชน กฎหมายที่บัญญัติขึ้นใหม่ไม่ควรกระทบกระเทือนสิทธิปัจเจกชนที่มีอยู่เดิม”พล.อ.ศุภวุฒิ กล่าว

ด้านพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ประธานกมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ของสนช. กล่าวสรุปว่า กมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.พรรคการเมือง โดยยึดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 45 มาตรา 90 และมาตรา 259 (ก.) โดยพรรคการเมืองมีส่วนร่วมของประชาชน และมีโครงสร้างทางการเมือง 10ส่วนคือการจัดตั้งพรรคการเมือง การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง การส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง การเงินการบัญชีของพรรคการเมือง รายได้ของพรรคการเมือง กองทุนพัฒนาพรรคการเมือง การใช้จ่ายของพรรคการเมือง การสิ้นสุดของพรรคการเมือง การควบรวมพรรคการเมือง การกำหนดบทลงโทษ และบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการคงอยู่ของพรรคการเมืองเดิม ซึ่งกรรมาธิการได้หารือต่อสมาชิกสนช.ใน 3ประเด็นคือการจัดตั้งทุนประเดิมพรรคการเมืองที่มองว่าจะต้องไม่เป็นกำแพขวางกันทางเศรษฐกิจในการจัดตั้งพรรค การจ่ายค่าบำรุงสมาชิกพรรคที่กำหนดว่าไม่น้อยกว่า 100 และการปฏิรูปพรรคการเมืองซึ่งควรให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง อย่างไรก็ตามจะนำความเห็นต่างๆจากการสัมมนาไปประกอบการพิจารณาและได้ข้อสรุปในสัปดาห์หน้า

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวถึงกรณีการดำรงตำแหน่งของกกต.เดิมที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลอาจจะเป็นปัญหากับบทหลักที่ว่า จุดมุ่งหมายของบทเฉพาะกาลต้องการให้สิ่งที่มีอยู่เดิมดำรงต่อไป หากองค์กรตามรัฐธรรมนูญมีกฎหมายใหม่ขึ้นก็จะต้องมีบทเฉพาะกาล เพื่อให้สิ่งที่อยู่เดิมเดินต่อไป ดังนั้นบทเฉพาะกาลต้องเดินบทหลักหรือไม่ไม่ถูกเสมอไป เช่น กรณีห้ามสนช.ที่ยังเป็นข้าราชการ แต่ก็มีบทเฉพาะกาลยกเว้นสามารถดำรงตำแหน่งได้ จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าบทเฉพาะกาลไม่อาจขัดต่อบทหลักได้