"กองทัพภาคที่ 1" ปรับแผนเพิ่มกำลัง-รักษาความปลอดภัยเข้มรัศมี 2 กิโลเมตรรอบสนามหลวง จัดสายตรวจเดินเท้า พร้อมเร่งเปลี่ยนกล้องไร้คุณภาพ
จากกรณีเกิดเหตุระเบิดบริเวณหน้าโรงละครแห่งชาติ และพบว่าน่าจะมีความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดหน้าอาคารเก่าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลก่อนหน้านี้ โดยทั้ง 2 จุดอยู่ในรัศมีรอบท้องสนามหลวง ที่มีประชาชนเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก และกำลังจะมีการจัดพระราชพิธีสำคัญเร็วๆ นี้ ทำให้กองทัพภาคที่ 1 ตำรวจนครบาล และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มีการประชุมร่วมกันเพื่อปรับแผนในการรักษาความปลอดภัย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนของทหาร พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้มีคำสั่งเปลี่ยนตัวรองแม่ทัพภาคที่ 1 ทำหน้าที่ดูแลพื้นที่ท้องสนามหลวง จากพล.ต.ธรรมนูญ วิถี เป็น พล.ต.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ พร้อมกับประสานขอเจ้าหน้าที่กอ.รมน.หลายพื้นที่รองกรุงเทพฯ หมุนเวียนร่วมรักษาความปลอดภัย
นอกจากนี้ได้จัดกำลังเพิ่มเติมอีก 1 กองร้อย และจากเดิมเรามีชุดลาดตระเวนมอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว ได้เพิ่มชุดลาดตระเวนจักรยาน สำหรับการตรวจตราในพื้นที่ชั้นในเพื่อให้กำลังพลสามารถเข้าไปในพื้นที่แคบได้
รวมทั้งจะขยายพื้นที่รักษาความปลอดภัยออกไปอีกในระยะอีก 2 กิโลเมตร จากพื้นที่สนามหลวง และจะจัดอบรมประชาชนเป็นจิตอาสา คอยเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ คอยแจ้งเบาะแสเมื่อพบเห็นสิ่งปิดปกติ
ขณะเดียวกันวานนี้ (20 พ.ค.) ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหารและกทม. ได้ร่วมกันสำรวจกล้องวงจรปิดในรัศมี 2 กิโลเมตรรอบท้องสนามหลวง
พล.ต.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ รองแม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สนามหลวงและบริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง ว่าพล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่1 ได้เน้นปฏิบัติงานเชิงรุกมากขึ้น เห็นได้จากการลาดตระเวนทั้งเดินและขี่รถจักรยานของเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจตราในพื้นที่มืดและพื้นที่ที่ไม่มีกล้องวงจรปิด
รวมถึงงานด้านการข่าว ที่มีการดำเนินการอย่างเต็มที่และมีความพร้อมรับมือสถานการณ์ เพราะเรามีการบูรณาการร่วมกับตำรวจในพื้นที่ เจ้าหน้าที่เทศกิจ กทม. รวมทั้งจิตอาสาอยู่แล้ว ซึ่งขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่าประเทศไทยมีความปลอดภัยแน่นอน
สำหรับการอบรมจิตอาสาให้ช่วยดูแลความปลอดภัยนั้น พล.ต.สันติพงศ์ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาเป็นจิตอาสาที่มาช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกประชาชนที่จะเข้ามาถวายสักการะพระบรมศพ แต่ช่วงสัปดาห์หน้าวันที่ 22 พ.ค. จะอบรมจิตอาสา จำนวน 1,000 คน ให้ช่วยดูแล เฝ้าตรวจ แจ้งข่าวสาร ถึงสิ่งผิดปกติในพื้นที่ และสายตรวจรถจักรยานนั้น ตอนนี้เริ่มดำเนินการแล้ว
อย่างไรก็ตาม โดยปกติทางกองทัพภาคที่ 1 มีหน่วยรักษาความสงบในพื้นที่อยู่แล้ว ซึ่งทำงานตามปกติ เพียงแต่เพิ่มอุปกรณ์ เพิ่มกำลัง และเพิ่มความถี่ในการปฏิบัติงานมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งการลาดตระเวนของสายตรวจรถจักรยานจะตรวจในรัศมี 2 กิโลเมตรจากสนามหลวง โดยในระยะ 2 กิโลเมตร เราจะมีคน มีสายตรวจ อีกทั้งเราจะให้ประชาชนที่อยู่ในรัศมีเข้ามามีส่วนร่วมที่จะแจ้งเหตุด้วย
เมื่อถามถึงข้อสรุปในการเปลี่ยนกล้องวงจรปิดเป็นกล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รองแม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า เราได้ตั้งคณะทำงานขึ้น โดยมีทหาร ตำรวจ และกทม. สำรวจว่ากล้องวงจรปิดมีประสิทธิภาพหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จะเปลี่ยนเพิ่มเติมเข้าไป ส่วนข้อสรุปนั้นทางกทม.เป็นผู้ดำเนินการ
ทั้งนี้ในขั้นต้นเราจะปรับกล้องที่ไม่มีประสิทธิภาพออก แล้วเอากล้องที่มีประสิทธิภาพเข้าไปแทนที่ เพื่อให้ได้ภาพคมชัดซึ่งเราจะดำเนินการให้เร็วที่สุด





