"ดีเอสไอ" พบ 6 เรื่องต้องสงสัยการกระทำความผิดเหมืองทองคำ หลังนำหมายศาลลงพื้นที่ 3 วันรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อคลี่คายคดีของบริษัทอัคราฯ
ความคืบหน้าการลงพื้นที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งนำโดยนายพิเชษฐ์ ทองศรีนุ่น ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางน้ำทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมคณะ นำหมายหมายค้นศาลอาญากรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่เหมืองทองคำของบริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร เพื่อตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจากกรณีมีการร้องทุกข์แจ้งความดำเนินคดีการประประกอบกิจการของเหมืองทองคำมิชอบด้วยกฎหมาย โดยกำหนดลงพื้นที่ วันที่ 16-18 พฤษภาคม 60 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันที่สามของการลงพื้นที่
โดยดีเอสไอได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดต้องสงสัยการลุกพื้นที่ป่าถาวร ซึ่งอยู่ภายในเหมืองทองคำโซนใต้ พบว่าปัจจุบันป่าซึ่งเคยเป็นป่า เนื้อที่กว่า 50 ไร่ กลายสภาพไม่มีความเป็นป่าถาวร แต่กลายเป็นถนนขนาดใหญ่สำหรับการใช้เป็นเส้นทางประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำภายในเหมือง รวมถึงมีกองกากแร่ ขนาดใหญ่จำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบในการทำสำนวนคดี
ขณะที่ดีเอสไอสรุปผลการปฏิบัติการหลังลงพื้นที่ 3 วัน พบจุดต้องสงสัยในการกระทำความผิดใน 6 พื้นที่ ซึ่งประกอบด้วยการรุกพื้นที่ทางสาธารณะ 2 แห่ง ได้แก่เส้นทางสาธารณะระยะทาง 700 เมตร และเส้นทางสาธารณะระยะทาง 800 เมตรที่หายไป พบการออกเอกสารสิทธิ์ทับพื้นที่ป่า พบการขยายโรงงานส่วนขยาย พบการเปลี่ยนแปลงแผนผังการทำเหมืองแร่บริเวณบ่อกากเก็บแร่ และพบการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ป่าถาวร
นายพิเชษฐ์ ทองศรีนุ่น ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางน้ำทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า การลงพื้นที่ตลอด 3 วัน พบจุดซึ่งต้องสงสัยว่ามีการกระทำความผิดจำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย 1.พบการทำลายเส้นทางสาธารณะระยะทาง 700 เมตร ที่ไม่มีสภาพความเป็นเส้นทางสาธารณะ และมีการขุดเจาะบนเส้นทางสาธารณะเป็นลักษณะหลุมบ่อขนาดใหญ่ 2.พบพื้นที่ต้องสงสัยว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์ทับพื้นที่ป่าเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่
3.พบว่ามีการขยายโรงงานในการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำในส่วนขยาย 4.พบการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังการทำเหมืองแร่ทองคำในส่วนของบ่อกักเก็บแร่ ซึ่งเบื้องต้นมีการยืนยันว่ามีการเปลี่ยนแปลงจริง 5.พบการทำลายเส้นทางสาธารณะบริเวณบ่อแร่เดิมที่ถูกเรียกว่าบ่อมรกตรูปหัวใจ ที่สงสัยว่ามีการบุกรุกทางสาธารณะระยะทางกว่า 800 เมตร และ 6.พบจุดต้องสงสัยการลุกพื้นที่ป่าถาวร ซึ่งอยู่ภายในเหมืองทองคำโซนใต้ พบว่าปัจจุบันป่าซึ่งเคยเป็นป่าเนื้อที่กว่า 50 ไร่ กลายสภาพไม่มีความเป็นป่าถาวร แต่กลายเป็นถนนขนาดใหญ่สำหรับการใช้เป็นเส้นทางประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำภายในเหมือง รวมถึงมีกองกากแร่ ขนาดใหญ่จำนวนมาก
นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า การปฏิบัติการของกรมสอบสวนคดีพิเศษหลังจากนี้จะได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนินตามขั้นตอนของการดำเนินการได้แก่การนำเรื่องเข้าประชุมร่วมกับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อัยการ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน ส่วนระยะเวลาอยู่ที่การดำเนินการของแต่ละฝ่ายจะทำได้รวดเร็วเพียงใด โดยขณะดำเนินการก็จะมีการเปิดโอกาสให้บริษัทผู้ประกอบการสามารถที่จะนำหลักฐานชี้แจงกับคณะทำงานได้ โดยคณะทำงานจะดำเนินการให้เร็วที่สุดแต่ต้องรอบครอบที่สุดเพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป





