วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แฉ 'สายสีน้ำเงิน' ส่วนต่อขยาย หวั่นทับซ้อนเสียหายแสนล้าน

"วิลาศ" แฉรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ส่อผลประโยชน์ทับซ้อนเสียหายแสนล้าน เหตุตั้งที่ปรึกษา ช.การช่าง เป็นกรรมการเจรจาช.การช่าง ทำประเทศชาติเสียหาย วอนนายกฯทบทวน

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายที่มีการรวมสามสัญญาสัมปทานเป็นสัญญาเดียว และกำหนดให้เอกชนมีผลตอบแทนเกิน 9.75%ก่อน จึงจะแบ่งส่วนแบ่งให้รัฐ ว่า ยืนยันว่าจะทำให้รัฐขาดรายได้ไม่ต่ำกว่าสองแสนล้านบาท แม้ว่าโครงการนี้จะมีการเซ็นต์สัญญาไปแล้วยกเลิกยาก แต่ตนพบว่า มีเหตุที่รัฐบาลสามารถนำมาใช้เป็นเหตุผลในการทบทวนหรือยกเลิกสัญญาได้ คือกรณีการแต่งตั้งบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้าไปทำหน้าที่คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 และคณะกรรมการกำกับดูแลตามมาตรา 43 ของ พรบ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐปี 56 ซึ่งคณะกรรมการสองชุดนี้มีหน้าที่ในการเจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิมคือ บีอีเอ็ม บริษัทลูกของ ช.การช่าง ตามคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 42/59 โดยคนที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการของทั้งสองคณะคือ นายนพดล เพียรเวช ที่ปรึกษาบริษัท ช.การช่าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

นายวิลาศ กล่าวว่า เรื่องนี้อาจจะมีการทำอย่างเป็นขบวนการ เริ่มจากมีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินการโครงการเดิมที่ให้มีการประกวดราคา มาเป็นให้ใช้การเจรจาและให้ใช้พรบ.ร่วมทุนปี 56 แทนปี 35 ตามมติครม. 6 ตุลาคม 2558 และมีการคณะกรรมการสองคณะคือคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 และคณะกรรมการกำกับดูแลตามมาตรา 43 ของพรบ.ร่วมทุนปี 2556 ซึ่งบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการทั้งสองชุดคือ นายนพดล เพียรเวช แม้ว่าจะเป็นคนเก่ง แต่มีปัญหาว่านายนพดล เป็นที่ปรึกษาของบริษัท ช.การช่าง ถามว่าโดยมารยาทควรหรือไม่เพราะเป็นที่ปรึกษาบริษัทที่จะมาเป็นคู่สัญญา

"ผมกล่าวหาว่าไม่สมควร เนื่องจากกรรมการสองคณะตามคำสั่งคสช.ฉบับที่ 42/59 มีหน้าที่เจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิม โดยให้โครงการนี้สิ้นสุดพร้อมกันและทำให้เป็นโครงข่ายเดียวกัน แก้ไขสัญญาร่วมทุน ซึ่งในการเจรจาก็มีการจับรวมเป็นสายเดียวกันหมดโดยไม่แยกสัญญาสัมปทานทำให้รัฐเสียประโยชน์” นายวิลาศ กล่าว

นอกจากนี้การตั้งนายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ รองผู้ว่ารฟม.ฝ่ายวิศวกรรมและก่อสร้าง ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ว่า เป็นบุคคลที่เคยให้รฟม.ชดเชยเงิน 290 ล้านให้กับบริษัทช.การช่าง จากกรณีน้ำซึมสถานีรถไฟฟ้าสนามไชย ซึ่งสตง.ลงมติว่า เข้าข่ายกระทำความผิดตามพรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่และอยู่ในระหว่างให้คตง.อนุมัติ แต่กลับได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลโครงการที่ช.การช่างเป็นคู่สัญญา จึงสงสัยว่าทำไมคณะกรรมการคัดเลือกสายสีน้ำเงิน ประธานต้องเป็นนายภคพงศ์ ทั้งที่สายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี ประธานคือ รองผู้ว่ารฟม.ฝ่ายกลยุทธและแผน เช่นเดียวกับสายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว - สำโรง

"ไม่รู้ว่าทำไมนายภคพงศ์ ถึงได้ดวงสมพงศ์กับช.การช่าง ผมคิดว่าเหตุการณ์ทั้งหมดน่าจะเป็นเหตุผลพอสมควร เพราะมีการกล่าวหาว่าการทำสัญญาดังกล่าวประเทศชาติเสียหาย แม้จะมีการเซ็นต์สัญญาแล้วยกเลิกลำบาก แต่การแต่งตั้งบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนก็น่าจะเป็นเหตุให้ยกเลิกสัญญาได้ นายกฯพูดตลอดอยากเอาคนผิดเข้าคุก กรณีนี้มีเหตุผลให้ทบทวนแล้ว จึงขอให้นำสัญญาดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของซุปเปอร์บอร์ด ตามคำสั่งคสช.11/60 ให้ตรวจสอบสัญญานี้อีกครั้งและดูด้วยว่ามีคนทุจริตหรือไม่" นายวิลาศ กล่าว

นายวิลาศ กล่าวว่า การตรวจสอบเรื่องทุจริตที่ผ่านมาไม่มีผลตอบแทนใดๆ มีแต่ทำแล้วเสียเงินแถมยังมีศัตรูเพิ่ม แต่คนรับผิดชอบกลับไม่สนใจ ทำให้บางครั้งก็คิดว่าควรจะทบทวนยุติบทบาทหรือไม่ เพราะเหมือนกับเป่าปี่ให้เครื่องบินฟังไม่รู้เมื่อไหร่จะได้ยิน โครงการนี้ไม่ใช่บาทสองบาท เฉพาะเงินลงทุนของรัฐทั้งหมดกว่าสองแสนล้าน และรัฐต้องเสียรายได้จากการคำนวณคร่าว ๆ ไม่น้อยกว่าสองแสนล้าน ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าถ้าปล่อยให้โครงการนี้เดินหน้าก็น่าจะลบประเทศไทยออกจากแผนที่โลก เพราะชัดเจนมากแต่ไม่เห็นใครชี้แจงเรื่องตัวเลขว่าชาติไหนรัฐจะได้ส่วนแบ่งตามสัญญาใหม่ที่กำหนดจะได้ก็ต่อเมื่อเอกชนได้ผลตอบแทนเกิน 9.75 % จึงหวังว่านายกฯจะรับฟังและส่งเรื่องให้ซุปเปอร์บอร์ดตรวจสอบเพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติ แต่ถ้าไม่มีการดำเนินการตนคงจะต้องขยายผลต่อว่ามีใครบ้างที่ถือหุ้นอยู่ในช.การช่าง