นายกฯเปิดอบรมป.ย.ป. ย้ำผ่าน1,200บิ๊กขรก.แก้ปัญหาปชช. เผยทรมานจริงๆ ชี้สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดคือโซเชียลมีเดีย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการเปิดหลักสูตร การบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. โดยมีข้าราชการระดับสูง ระดับปลัดกระทรวง รองอธิบดี และรองผู้ว่าราชการเข้าร่วมกว่า 1,200 คน
นายกฯได้บรรยายพิเศษโดยใช้เวลานานกว่า1ชั่วโมง เพื่ออธิบายการทำงานตามกรอบ ป.ย.ป. ให้ข้าราชการรับทราบ กล่าวตอนหนึ่ง ว่า ดีใจที่ทุกคนได้มาเข้าร่วมประชุมเพื่อทำงานเพื่อประเทศชาติ เพราะสำคัญกว่าอย่างอื่น ถ้ายังเป็นข้าราชการ รัฐวิสาหกิจที่ต้องทำงานเพื่อส่วนร่วม ประเทศชาติมาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรต้องฟันฝ่าไปให้ได้เพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาติ เป็นสิ่งที่ตัวเองยึดมั่นมาโดยตลอด ต้องหลุดพ้นความเป็นตัวตนของตัวเองไประยะเวลาหนึ่ง เวลาส่วนตัวมีอยู่แล้ว อยู่ที่การจัดสรรปันส่วนให้เหมาะสม ทุ่มเท เสียสละในเวลาอันควร
การที่ตนมาอยู่ตรงนี้และต้องมาพูดในเรื่องสำคัญวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมาประเทศเป็นรัฐที่ล้มเลว ไม่ใช่ข้าราชการไม่ดี แต่ที่ต้องพูดวันนี้ เพราะตัวเองเป็นอดีตข้าราชการเก่า ยอมไม่ได้ที่ประชาชนจะไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ให้ร้าย บิดเบือนตลอดเวลา จำเป็นต้องมีการพูดคุยกัน อย่างน้อยให้สังคมเห็นว่ามีการปฏิรูปตัวเอง ในห้วงเวลาของการปฏิรูปชณะนี้ แต่การปฏิรูปคงไม่สำเร็จแค่การประชุม แต่ต้องทำตลอดไป มีการปฏิรูปเป็นระยะ หลายประเทศเติบโตด้วยการปฏิรูปหลายระยะ บางประเทศจากยากจนที่สุด สามารถขึ้นเป็นลำดับสองของรูปในระยะเวลา 30 ปี ด้วยการปฏิรูปประเทศทุกด้าน
ที่ผ่านมาเดินหน้าบริหารประเทศมาตลอด แต่บางอย่างติดขัด ล่าช้า ก็ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง อยากให้ทุกคนลองคิดดูว่า ที่มีการสั่งการอย่างต่อเนื่อง เพราะปัญหาส่วนหนึ่งคือเราไม่เข้าใจกัน ไม่เห็นปัญหาร่วมกัน ก็ไม่สำเร็จในการทำงาน วันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการพูดคุยกันระดับนโยบาย ขับเคลื่อน พื้นที่ ผู้บริหารต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อกัน
ซึ่งที่มาของ ป.ย.ป. ชื่อยาวหน่อย เพราะวันนั้นคิดตอนกลางคืน แต่ก็ครอบคลุมทุกประเด็นกับปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ แต่ต้องดูว่าปัญหาได้รับการแก้ไขหรือไม่ คนทั้งประเทศต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่งั้นต้องใช้กฎหมาย มาตรา 44 มาตรา 88 ไม่อย่างนั้นก็แก้ไม่ได้ หากไม่ทำตามกฎหมาย ตามระเบียบราชการ หรือไม่สุจริต เพราะโลกใบนี้มีปัญหาซับซ้อน มีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน ส่วนตัวไม่ได้คาดหวังว่าจะ ป.ย.ป. บางคนบอกว่า ป.ย.ป. คือ ประยุทธ์อยู่ต่อไปนานๆ ก็ไม่ได้คิดจะเป็นแบบนั้น แต่ถ้าทุกคนมาอยู่แบบตัวเอง ก็จะรู้ว่าอยู่ต่อไปทรมานจริงๆ แต่ไม่เป็นไร เพราะมีข้าราชการ ผู้นำทุกองค์กรอยู่ ถ้าร่วมมือกันทำงาน ไม่ต้องเป็นพลเอกประยุทธ์ก็ได้ ใครก็ได้ที่เป็นผู้นำ ต้องร่วมกันทำ ถ้าไม่ทำวันนี้ วันข้างหน้าลูกหลานอยู่ลำบาก ทุกคนทราบดีหมด ดังนั้นหลักสูตรนี้มีความสำคัญ จะเรียนรู้และรับฟังกันไป
วันนี้สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดคือโซเชียลมีเดีย คนอ่านหนังสือพิมพ์น้อยลงเพราะเขาตอบโต้ไม่ได้ แต่ในโลกโซเชียลฯ เขาตอบโต้ แสดงความเห็นได้ ทำให้สังคมเกิดความสับสนอลหม่านกันไปหมด เหล่านี้เพราะทุกคนขาดหลักคิด แล้วจะอยู่ร่วมกันอย่างไร โดยข้าราชการทุกคนต้องทำตัวเป็นสะพาน ให้ประชาชนก้าวข้ามความลำบาก ไม่ใช่ประชาชนเป็นสะพานให้เราเหยียบข้าม เหมือนกับเพลงที่ตัวเองแต่งไว้ก่อนหน้านี้
นอกจากนั้นรัฐบาลนี้ก็ต้องสร้างสะพานให้รัฐบาลใหม่เขาเดิน สุดแท้แต่ว่าเขาจะเดินไหม จะเดินตกสะพานก็ช่วยไม่ได้ เพราะประชาชนทั้งประเทศเป็นคนเลือกเขามา เขามีอำนาจการบริหาร ซึ่งไม่ว่าตนจะเขียนไว้อย่างไร แต่เขามีอำนาจในการบริหาร พอพวกเราทำสะพานเสร็จ ก็ต้องเดินนำประชาชน ประชารัฐ พาไปสู่ยอดเขาข้างหน้าและยอดเขาต่อๆไป ต้องมองอนาคตแบบนี้ อย่ามองแค่ว่าจะเลื่อนตำแหน่งเมื่อไร อย่าคิดแค่นี้ อย่าคิดถึงแต่ตัวเอง ถ้าคิดแบบนี้ไม่ค่อยได้เป็น แต่ถ้าไม่คิด เผลอๆ เดี๋ยวก็เป็น เป็นด้วยความสามารถ และที่ผ่านมาประเทศติดกับดักตัวเอง รายได้ปานกลาง ความยากจน ประชาธิปไตยที่คนไม่เข้าใจ ที่มีจุดต่างระหว่างอนาธิปไตยกับประชาธิปไตย อะไรที่เกินกรอบกฎหมายเป็นอนาธิปไตย ไม่มีอำนาจอะไรที่จะไปควบคุมได้ เราเคยผ่านเวลาเหล่านั้นมาแล้ว
วันนี้เข้ามาทำงานไม่ได้เข้ามาจำกัดประชาชน แต่เข้ามาทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน นี่คือความเท่าเทียมอย่างแท้จริงของโลกใบนี้ ไม่ได้ต้องการให้ทุกคนมีรายได้เท่าเทียม มีชีวิตเท่าเทียม แต่ต้องทำให้ศักดิ์ศรีของทุกคนมีอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือ กฎหมาย ทุกคนมีสิทธิของตัวเอง
รัฐบาล ข้าราชการ ต้องเข้าถึงปัญหาของประชาชน และค้นหาวิธีการแก้ไข การพัฒนาจึงจะมีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรม ต้องให้ความสนใจความเป็นอยู่ของประชาชน ไทยมีปัญหาสามประการ คือ ประชาธิปไตย มีปัญหากว่า 80 ปีว่าจะอยู่ตรงไหนแค่ไหน ก็ยังอลหม่านพอสมควร ถึงต้องมีคณะกรรมการปรองดอง เรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม รายได้ ความเป็นอยู่ มีผลกระทบกับประชาธิปไตยอย่างแรก การเผชิญหน้าที่เจอกันอยู่ทุกวันนี้ คือทุกคนขาดหลักคิดที่ถูกต้อง คือการศึกษา ต้องทำให้คนรุ่นใหม่มมีหลักคิดในการเดินที่ถูกต้อง สอนทุกคนปรับทัศนคติว่าจะทำอย่างไรเพื่อคนอื่น ถ้าแก้ปัญหาสามอย่างนี้ได้ ประเทศก็เติบโตเป็นมหาอำนาจไปนานแล้ว เพราะเรามมีศักยภาพเยอะ บ้านเมืองสวยงาม ทุกคนอยากมาเที่ยวประเทศไทย อาหารของโลกอยู่ที่นี่ ใครๆก็อยากมาลงทุน เสียอย่างเดียว คือไม่อยากให้คนไทยทะเลาะกัน นั่นคือเป้าหมายหลักที่ทุกคนต้องมาช่วยกัน
ที่พูดมาทั้งหมดจะทำได้ด้วยความมั่นคง ตำรวจ ทหาร ทำให้ประเทศมีความสงบเรียบร้อย อยากให้คนมาเที่ยวไทย แต่ตีกันทุกวัน เขาจะมั่นใจในการลงทุนหรือไม่ ทุกหน่วยงานพยายามแก้ปัญหา ขจัดอุปสรรคต่างๆ แต่ละขั้นตอนต้องออกกฎหมายมากมาย เรื่องเหล่านี้ที่ผ่านมาไม่มีใครเคยทำ วันนี้ต้องกลับมาดูว่าปัญหาอยู่ที่ไหน ต้องกลับมาพัฒนาคน พัฒนากฎหมาย และทำให้ประชาชนเข้าใจว่าทำเพื่ออะไร ไม่ใช่ทำเพื่อบังคับประชาชน แต่ทำกรอบขึ้นมา และตอบเขาได้ว่าได้ประโยชน์อะไร อย่าให้เขาคิดว่า ออกกฎหมายมาแล้วกระทบกับสิทธิของเขา เช่น ทำผังเมือง ประชาพิจารณ์ ต้องทำให้เขาคิดไปร่วมกัน อย่าไปเอาชนะ ต้องเอาชนะด้วยประชาธิปไตยที่คนต้องการ ทำประชาพิจารณ์ที่เป็นประชาธิปไตย ให้คนยอมรับว่ามติที่เกิดขึ้น
ส่วนตัวเชื่อว่า หากทุกคนร่วมมือกันทำ ระดับรัฐบาล ผู้นำระดับสูงของทุกกระทรวง ต่อไปจนถึงระดับพื้นที่ ก็จะเป็นการสร้างห่วงโซ่ความคิด ทำหน้าที่เป็นข้าราชการที่ดีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราปฏิญาณมาทุกปี ขอให้ทำให้เต็มเสียง ทำด้วยใจ ขอให้ทำงานด้วยความเต็มที่ ใช้ความสามารถ อยู่อย่างมีเกียรติ อย่าทำให้ไร้ค่า ทำความดีเพื่อแผ่นดินให้มากที่สุดในหน้าที่ข้าราชการ สมกับการเป็นข้าราชการที่ดีควรปฏิบัติ
ที่พูดทั้งหมดเป็นหลักคิดของตัวเอง ถ้าใครเห็นไม่ตรงกันก็เสนอมา จะได้แก้ไข ต้องรับฟังกันแบบนี้ ในปี 2560 ถือว่าเป็นปีสำคัญในการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ ถ้าไปได้ก็ไป ถ้าไปไม่ได้ก็ไปคิดกันต่อ แต่ไม่ต้องการให้มีความขัดแย้ง ก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ต้องเน้นการมีส่วนร่วม เปิดกว้างรับฟังความเห็น ป.ย.ป. มี 4 คณะ มอบหมายรองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบในแต่ละด้าน
คณะแรกมีตัวเองเป็นประธาน บริหารงานนโยบาย ดูเป็นยุทธศาสตร์ คณะที่สองว่าด้วยการปฏิรูป ก็จะนำไปสู่การจัดทำแผนสภาพัฒน์ แผนการปฏิรูปในแต่ละระยะ คณะที่สามเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ มองปัญหาระยะยาวว่าอนาคตประเทศจะเป็นอย่างไร ก็จะย้อนกลับไปสู่การปฏิรูป เชื่อมไปคณะที่หนึ่ง ท้ายที่สุดจะทำสำเร็จได้ด้วยคณะสุดท้าย คือ คณะปรองดอง จะทำได้หรือไม่ก็ไม่รู้ วันนี้ออกมาพูดกันหลายพรรคการเมืองแล้ว ก็ฝากความหวังไว้ที่เขา มันเป็นอนาคต ทำไว้ทั้งหมดให้เขาทั้งนั้น
การปรองดองวันนี้ไม่ใช่มีแค่คณะเดียว แต่เปิดเวทีทุกจังหวัด ให้ทหารร่วมกันทำงานในระดับพื้นที่ ให้เขามาพูด ฟังเขาก่อน อย่าเพิ่งไปสอนหรือบอกเขา และค่อยมีการแนะนำ ชี้แนะทีหลัง อย่าไปบังคับให้เขารับฟังฝ่ายเดียว วันนี้จำเป็นต้องทำ บางอย่างต้องใช้ความเด็ดขาดในการทำงานให้ได้ แต่ต้องใช้ทั้งรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ในการทำงานร่วมกัน
ส่วนการอนุมัติโครงการหลังจากนี้ ต้องคิดเดี๋ยวนี้ว่าจะทำอะไร ประชาชนได้อะไร วาดอนาคตให้เขาเห็น อย่ามาทำเรื่องผูกพันงบประมาณหลายปีติดต่อกัน มันไม่เห็นภาพ ใครทำมาจะตีกลับหมด ไม่ใช่ทำโครงการวันนี้ ทำประชาพิจารณ์วันหน้า คนก็ไม่เห็นภาพ ต้องลงไปทำความเข้าใจกับประชาชนด้วย เช่น จะทำทางรถไฟ ก็ว่าไปเลย ใครจะซื้อที่ดินดักทางไว้ก็ซื้อไปสิ แต่ต้องเสนอโครงการให้เต็มรูปแบบอย่างนี้ คนจะได้เห็นอนาคตของตัวเอง ให้เขาเห็นความเชื่อมโยง มีแผนอธิบายชัดเจน ที่ผ่านมาปัญหาค้างคาเยอะ เพราะเกิดความปล่อยปละละเลย แต่ก็เห็นใจประชาชน เพราะเขาเคยชินแบบนั้น แต่จะผลักดันทีเดียวก็ไม่ได้ ก็จะโดนกล่าวหาว่าใช้อำนาจรัฐเกินกว่าเหตุอีก ต้องลงไปสร้างความเข้าใจกันใหม่




