วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประยุทธ์'ลั่นเด็ดขาด!! แก้หนี้นอกระบบใน2ปี

“ประยุทธ์” ประกาศนโยบายแก้หนี้นอกระบบครบวงจร ขีดเส้นกวาดล้างเจ้าหนี้ 2 แสนรายภายใน 2 ปี ขู่เอาผิดข้าราชการเอื้อทวงหนี้

รัฐบาลประกาศนโยบายแก้ปัญหาหนี้นอกระบบครั้งใหญ่ โดยการจัดงาน“ แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน”วานนี้ (1 มี.ค.) ซึ่งมีการประกาศนโยบายการแก้ปัญหาอย่างครบวงจร ตั้งแต่เจ้าหนี้และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยตั้งเป้าหมายจะแก้ปัญหาภายใน 2 ปี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน” ว่าปัญหาหนี้นอกระบบเป็นปัญหาสำคัญในสังคมไทยทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม รัฐบาลมีความพยายามที่จะแก้ปัญหานี้โดยกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาในหลายมิติ

นายกรัฐมนตรีระบุว่าขอให้เจ้าหนี้ที่ปล่อยกู้นอกระบบเข้ามาดำเนินการจัดตั้งเป็นธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์) ให้ถูกต้อง ซึ่งในขณะนี้มีเอกชนที่มาจัดตั้งธุรกิจนำร่องแล้ว6รายโดยสินเชื่อนี้เป็นสินเชื่ออเนกประสงค์และเก็บดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมไม่เกินปีละ36%

ธุรกิจนี้อยากให้ขยายไปให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการสินเชื่อในระบบที่มีการคิดดอกเบี้ยเป็นธรรม โดยในระยะต่อไปการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบก็ต้องพัฒนาให้มีความเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินชุมชน สหกรณ์ออมทรัพย์กองทุนหมู่บ้าน รวมทั้งสถาบันการเงินชุมชน ซึ่งต้องเข้ามาช่วยในการแก้ปัญหาหรือให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ประชาชน

"การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้เป็นศูนย์คือไม่ให้มีหนี้นอกระบบที่เก็บดอกเบี้ยไม่เป็นธรรมพวกนี้ต้องกวาดล้างให้หมด เอกชนที่ปล่อยกู้ในต่างจังหวัดให้มาลงทะเบียนแบบพิโกไฟแนนซ์ ตอนนี้ก็เริ่มต้น 6 จังหวัด ขอให้รีบดำเนินการให้ถูกต้องทุกจังหวัด ให้เจ้าหนี้ทั่วประเทศมาจดทะเบียนให้เรียบร้อย ส่วนเจ้าหนี้ที่รัฐทั้งทหาร ตำรวจ หากไปเป็นเจ้าหนี้นอกระบบหรือรับจ้างทวงหนี้นอกระบบเสียเองก็ให้แจ้งมา จะดำเนินการจับและปลดออกจากราชการทันที ซึ่งรัฐบาลจะเปิดรับเรื่องราวร้องเรียนเรื่องหนี้นอกระบบใครมีข้อมูลก็ให้แจ้งมาที่ศูนย์ทำเนียบรัฐบาลจะจัดการขึ้นเด็ดขาด”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

สั่งสอบเจ้าหนี้รายใหญ่ทั่วปท.

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้สั่งการให้กรมสรรพากรเข้าไปตรวจสอบข้อมูลการชำระภาษีของเจ้าหนี้นอกระบบรายใหญ่ที่มีอยู่กว่า 100 รายทั่วประเทศ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ เพราะจะสามารถทราบถึงที่มาของรายได้ในการปล่อยกู้ โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่ปล่อย หากคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนด เจ้าหนี้เหล่านี้จะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

ทั้งนี้ การบูรณาการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลนั้น จะมีหลายภาคส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเจ้าหนี้ก็ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องให้ความร่วมมือ โดยขณะนี้ รัฐบาลได้ให้ทางเลือกแก่เจ้าหนี้ 2 แนวทาง โดยแนวทางแรก หากยังปล่อยกู้นอกระบบ อัตราดอกเบี้ยที่คิดจะต้องไม่เกิน15% ต่อปีตามกฎหมายกำหนด แต่หากต้องการเก็บอัตราดอกเบี้ยสูงกว่านั้น จะต้องเลือกแนวทางที่สอง คือ สมัครเข้าเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ ซึ่งจะเปิดให้เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยได้สูงสุดไม่เกิน36%ต่อปี

“ปัจจุบัน มีผู้ยื่นขอเปิดให้บริการพิโกไฟแนนซ์จำนวน 107 ราย ขณะนี้ กระทรวงการคลังอนุมัติให้ดำเนินการแล้วจำนวน 6 รายและอยู่ในช่วงที่จะพิจารณาอีก 101 ราย มั่นใจว่า เราจะสามารถมีผู้ให้บริการพิโกไฟแนนซ์ได้ทุกจังหวัดทั่วประเทศ”

นอกจากนี้ รัฐบาลยังอนุมัติให้ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)จัดให้มีหน่วยงานหลักขึ้นมาดูแลเรื่องการปล่อยสินเชื่อแก่ลูกหนี้นอกระบบโดยเฉพาะโดยให้ถือเป็นหนึ่งในงานหลักที่กระทรวงการคลังจะกำหนดเป็นตัวชี้วัดการทำงานขององค์กรด้วยและยังให้เป็นหน่วยงานที่ผู้ที่สนใจสมัครให้บริการสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์สามารถยื่นใบสมัครได้ที่ทุกสาขาของธนาคารด้วย

ตั้งบอร์ด2ชุดดูแลปัญหาหนี้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด เพื่อดูแลเรื่องหนี้นอกระบบ โดยชุดแรกเป็นชุดที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยหนี้ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้มีอัยการจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการ เมื่อเจรจาได้ก็จะส่งลูกหนี้ให้เข้าถึงแหล่งทุนที่รัฐบาลกำหนด ส่วนชุดที่สองจะทำหน้าที่ในการพัฒนาศักยภาพรายได้ของลูกหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้มีรายได้กลับไปชำระหนี้แหล่งทุนนั้นๆ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน

“มั่นใจว่า การบูรณาการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลในขณะนี้ รวมถึง การมีข้อมูลที่เพียงพอ จะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ หนี้นอกระบบที่มีมากสุดจะอยู่ในภาคอีสานกว่า 50% รองลงมา คือ ภาคเหนือ และ ภาคใต้”

ธกส.ทุ่ม5พันล้านช่วยหนี้นอกระบบ

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส.ได้เปิดตัวโครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน ตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ป้องกันปัญหาหนี้นอกระบบให้เกษตรกรรายย่อยรายละไม่เกิน 50,000 บาท วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ธ.ก.ส.มีความพร้อมดำเนินโครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินตามที่รัฐบาลมอบหมาย เพื่อให้บริการแก่เกษตรกรและบุคคลในครอบครัวที่ไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อปกติของธนาคารได้ แต่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉิน เช่น ค่ารักษาพยาบาล และค่าเล่าเรียน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในกรณีมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินเร่งด่วนและเลิกพึ่งสินเชื่อนอกระบบ

เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้จะได้รับสินเชื่อไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ตามประเภทของหลักประกันดังนี้ 1.กรณีใช้บุคคลค้ำประกันคิดดอกเบี้ย 0.85% ต่อเดือน 2.กรณีใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันร่วมกับบุคคลค้ำประกันคิดดอกเบี้ย 0.75% และ 3.กรณีใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเต็มวงเงินคิดดอกเบี้ย 0.50% ต่อเดือน สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาส ราย 6 เดือน หรือรายปี ตามความสามารถในการชำระหนี้และที่มาแห่งรายได้ ชำระหนี้คืนเสร็จภายใน 5 ปี

ทั้งนี้คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 100,000 ราย ผู้ที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2560 เป็นต้นไป

สำหรับการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบของ ธ.ก.ส. ได้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2547 โดยให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและครอบครัวที่มีปัญหาหนี้สินนอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบัน สามารถจ่ายเงินกู้ช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้วทั้งสิ้น 377,252 ราย จำนวนเงิน 36,619.20 ล้านบาท การดำเนินโครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินในครัวเรือนนี้จะช่วยป้องกันและทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบของเกษตรกรและครอบครัวประสบความสำเร็จและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น