"ดีเอสไอ" ชี้หาก "ธัมมชโย" ยอมมอบตัวตั้งแต่แรกเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น ลั่นไม่ใช่มี 'ม.44' จึงมีคนตาย
พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แถลงชี้แจงกรณีมีคนตายเป็นรายที่ 2 หลังประกาศพื้นที่ควบคุม วัดพระธรรมกาย โดยใช้มาตรา 44 ว่า หลังจากที่มีคนตายภายในวัดพระธรรมกาย และมีการขึ้นโซเชียลมีเดียบอกว่า เรื่องนี้เกิดจากการดำเนินการประกาศมาตรา 44 แล้วเสียชีวิต เป็นศพที่ 2 ตนเองมีความเห็นอีกมุมคือ พระธัมมชโยต้องคิดว่าเป็นเพราะตัวเองไม่ยอมมาเข้ากระบวนการทางกฎหมายหรือเปล่า ไม่ใช่ไปมองถึงว่ามาตรา 44 ประกาศไปแล้วจึงทำให้มีคนตาย
ส่วนการดำเนินการกรณีมีผู้เสียชีวิต พนักงานสอบสวนได้รวบรวมข้อมูลจากคนใกล้เคียง แล้วสอบถามญาติรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง ทราบชื่อ นางสาวพัฒนา เพียงแรง อายุ 48 ปี ภูมิลำเนาจังหวัดพะเยา เป็นเป็นเภสัชกร และอยู่ในวัดมานาน มีน้องชายบวชอยู่ภายในวัดพระธรรมกาย ประกอบกับมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบหายใจและภูมิแพ้ เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุจึงรีบเข้าไปช่วยเหลือซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปพบว่าเจ้าเสียชีวิตไปก่อนแล้ว
ซึ่งยืนยันว่า ตลอดการดำเนินการไม่มีการกักกันรถในการช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้น ซึ่งรถที่เข้าไปมี 2 ส่วนคือชุดแรกเป็นรถของกู้ภัยและชุดที่ 2 เป็นชุดที่เดินทางเข้าไปพร้อมพระมหานพพร ซึ่งเป็นชุดหลังที่ชุดแรกไปถึงแล้ว ส่วนชุดที่ 3 คือชุดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการดำเนินการในส่วนนี้เราก็พยายามหาข้อเท็จจริงเพื่อชี้แจงให้กับประชาชนทราบ โดยฝ่ายที่อยู่วัดธรรมกายก็จะให้ข้อเท็จจริงที่เบี่ยงเบนประเด็น โดยมองว่าในเรื่องของการดำเนินการมาตรา 44 ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 2 ศพ แต่ไม่ได้กลับไปดูตัวเองเลยว่าเหตุที่เกิดขึ้น หากพระธัมมชโยมามอบตัวเองเหตุการณ์ทั้งหมดก็จะไม่เกิดขึ้น
ส่วนกรณีของนายอัยย์ เพชรทอง ได้มีการเชิญตัวมายัง กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 โดยแจ้งข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน เนื่องจากมีการกระทำผิดที่ต่อเนื่องหลายวันที่ผ่านมา และวันนี้พบว่ามีการกระทำผิดซึ่งหน้า และยังมีอีกหลายคนที่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการจับกุมเพื่อดำเนินคดี โดยมีจำนวนอีกประมาณ 20 คน ทั้งนี้แนวทางในการปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมายค่อนข้างชัดเจน ถ้าเป็นกรณีฝ่าฝืนคำสั่งในพ้นที่ห้ามแล้ว ยังไม่เชื่อฟัง ก็ถือว่าเป็นการขัดคำสั่งของเจ้าพนักงาน มีโทษตามกฎหมายจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติเมื่อพบว่ามีการทำความผิดอยู่ ถือว่าเป็นการทำความผิดซึ่งหน้า สามารถที่จะดำเนินการจับกุมได้ทันที
"ส่วนในกรณีที่ไม่ได้ตัว เช่นพบมีการกระทำความผิดกรณีที่ออกไปนอกพื้นที่ ก็จะมีการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อกล่าวโทษกับผู้กระทำความผิด โดยพนักงานสอบสวนในพื้นที่ร่วมดำเนินการสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อ เมื่อมีหมายเรียกไปแล้วไม่มา ก็จะมีการดำเนินการตามขั้นตอน ออกหมายจับเพื่อมาดำเนินคดี ในส่วนของการโพสข้อความที่เป็นเท็จทางโซเชียลมีเดีย เจ้าหน้าที่ก็ได้รวบรวมหลักฐานเพื่อที่จะดำเนินคดีต่อไป" พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าว





