สปท.เร่งสรุปผลศึกษาแนวทาง “ปรองดอง” เตรียมชง 4 แนวทางเข้ากรรมการชุดใหญ่ ทั้งแผน“นิรโทษกรรม-ค้นหาปมขัดแย้ง-เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ”
พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษา รวบรวมความคิดเห็น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ประเด็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง ในคณะกมธ. ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 ก.พ. จะนัดประชุมเพื่อสรุปรายงานการแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง หลังรับฟังความเห็นผู้ที่เกี่ยวข้อง และเอกสารจากกลุ่มการเมือง
โดยความเห็นของตนในเบื้องต้นรายงานจะประกอบด้วย 4 ส่วน คือ 1.สาเหตุของความขัดแย้งและการค้นหาความจริงของเหตุการณ์ 2.การอำนวยความยุติธรรม ซึ่งจากการรับฟังความเห็นพบข้อเสนอในหลายระดับ เช่น ชะลอการลงโทษ การอภัยโทษ การนิรโทษกรรม การออกนโยบายหรือมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นต้น
ดังนั้นการเขียนเอกสารรายงานข้อเสนอต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจน อาทิ จะให้อภัยเรื่องใด กลุ่มของนักโทษการเมือง หรือแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมก่อนได้รับอำนวยความยุติธรรมต้องพิจารณามูลเหตุจูงใจ ซึ่งขณะนี้ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สถาบันพระปกเกล้าทำวิจัยเพื่อแยกแยะรายละเอียด หากทำแล้วเสร็จทางอนุฯกมธ. จะนำมาพิจารณาประกอบด้วย
3.การเยียวยากลุ่มต่างๆ อย่างครอบคลุม ทั้งผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้พิการ ผู้ที่ทรัพย์สินเสียหาย ผู้ที่ถูกจับกุมโดยไม่ได้กระทำผิด เบื้องต้นการเยียวยาต้องทำทั้งในรูปแบบของการเยียวยาเป็นตัวเงินและไม่ใช่เงิน และ 4.เนื้อหาต่อข้อเสนอการป้องกันปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดในอนาคตนั้น มีข้อเสนอ อาทิ เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายการเมืองหารือหรือประชุมร่วมกัน สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน เมื่อเกิดข้อขัดแย้งจะดูแลอย่างไร เบื้องต้นมีแนวทางที่จะใช้กรรมการคนกลางดูแล
ตั้งกรรมการกลางคุมคู่ขัดแย้ง
ทั้งนี้ต้องออกแบบกรรมการ เช่น การได้มาซึ่งกรรมการ คุณสมบัติให้เป็นที่ยอมรับ นอกจากนั้นต้องกำหนดหน้าที่เพื่อเป็นกลไกกลางเตือนคู่ขัดแย้ง และประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น
“กรรมการกลางนั้น คิดว่าจะมีกฎหมายรองรับ เพื่อให้ได้รับการรับรอง แต่หน้าที่ของกรรมการจะไม่ใช่ออกคำสั่งให้ผู้ใด หยุด หรือห้ามกระทำ แต่จะมีหน้าที่เตือนและบอกถึงความเสี่ยงว่าหากกระทำรูปแบบนั้นจะมีความอันตราย มีความรุนแรง มีผู้บาดเจ็บได้"
นอกจากนั้น ในการแจ้งเตือนกฎหมายอาจออกแบบให้บุคคลที่ไม่ยอมฟังและทำไปโดยเกิดความเสียหายต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ซึ่งคนที่ได้รับผลกระทบสามารถนำคำแจ้งเตือนไปฟ้องร้องเอาผิดต่อศาลได้ ทั้งนี้การสรุปรายงานฉบับนี้ ทางอนุฯกมท. เตรียมเร่งพิจารณา และคาดว่าจะส่งให้ กมธ.การเมือง ของสปท. ได้ไม่เกินสัปดาห์ที่สองของเดือนมี.ค.นี้ เพื่อให้ทันกรอบการทำงานของรัฐบาลเรื่องปรองดอง
สั่งทหารเปิดเวทีฟังความเห็น
พ.อ.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เปิดเผยว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอ.รมน. ได้ให้ กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัด ดำเนินการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในระดับพื้นที่ ในการเชิญบุคคลด้านต่างๆในพื้นที่จังหวัด ได้แก่ กลุ่มการเมืองท้องถิ่น นักวิชาการ กลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน กลุ่มสื่อมวลชน กลุ่มนักธุรกิจ กลุ่มองค์กรวิชาชีพต่างๆ รวมไปถึงกลุ่มคนในท้องถิ่นที่ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการของรัฐ เป็นต้น
ซึ่งในการดำเนินการต่างๆของ กอ.รมน.จังหวัด ให้เป็นไปตามกรอบการทำงานของคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง
“ทวงคืนผืนป่า” เล็งเสนอ3แนวทาง
นายดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรคทวงคืนผืนป่า กล่าวว่าพรรคจะส่งตัวแทนเข้าไปให้ความเห็นต่อกรรมการปรองดองในวันที่ 28 ก.พ. นี้ โดยเบื้องต้นพรรคจะส่งตนเข้าให้ความเห็น และวางกรอบข้อเสนอใน 3 ประเด็น คือเรื่องกระบวนการยุติธรรม เรื่องการเมือง และเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ
อย่างไรก็ดี รายละเอียดที่เตรียมเสนอนั้น ตนจะหารือกับสมาชิกพรรค และกรรมการบริหารพรรคอีกครั้งในวันที่ 27 ก.พ. เพื่อให้ความเห็นเป็นไปในทางที่ตรงกัน
สำหรับประเด็นข้อเสนอเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในคำถามนั้น ตนมองว่าไม่ว่าใครที่เป็นรัฐบาลควรใส่ใจเรื่องทรัพยากร และการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับประชาชน ในรูปแบบของสหกรณ์เพื่อที่ดินทำกินของประชาชน เบื้องต้นต้องให้ผู้ที่ครอบครองที่ดินเกิน 100 ไร่แจ้งรายการต่อหน่วยงานรัฐ หากที่ดินผืนใดไม่ใช้ประโยชน์ต้องจัดสรรให้ประชาชนเพื่อประกอบอาชีพ นอกจากนั้นต้องให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ป่า ปลูกป่า และดูแลป่าไม้
กปปส.พร้อมร่วมถกปรองดอง
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) กล่าวถึงกรณีคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในชุดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เตรียมเชิญกลุ่มการเมืองเข้าให้ความเห็นในประเด็นการสร้างความปรองดองว่า กปปส.ได้รับจดหมายเชิญแล้ว โดยในช่วงต้นเดือนมี.ค.นี้ จะมีการนัดแกนนำเพื่อเข้าพูดคุยหารือสรุปประเด็นที่จะนำเสนออีกครั้ง
ทั้งนี้ คาดว่าในช่วงกลางเดือนมี.ค.จะสามารถเข้าให้ความเห็นอนุกรรมการฯได้ ส่วนแกนนำที่จะเข้าไปให้ความเห็นนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดตัวบุคคลว่าจะมีใครบ้าง
ต้องรอฟังเหตุผลจาก7สนช.
นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่สอง ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรม สนช. กล่าวถึงการเปิดเผยข้อมูลตัวเลขการลงมติของ 7 สนช.ไม่ตรงกันกับที่มีการเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าตนชี้แจงไปแล้วว่าข้อมูลการลงมติไม่ใช่ความลับ เป็นข้อมูลเปิดเผย สามารถเข้าไปดูได้อยู่แล้ว ไม่ต้องมาเถียงกันเรื่องตัวเลข ตัวเลขของราชการน่าจะถูกต้องกว่า ซึ่งเลขาธิการวุฒิสภาอาจจะแถลงภาพรวมทั้งปี ซึ่งการแถลงไม่ใช่เป็นการโต้แย้ง แต่เนื่องจากมีสื่อกล่าวหาว่าประธานสนช.อนุมัติให้สมาชิกลา 300 กว่าครั้งจากการประชุม 400 ครั้ง
เมื่อถามว่าแม้การลาถูกต้องแต่ไม่เหมาะสมในการพิจารณาออกกฎหมาย ตรงนี้จะกำชับสมาชิกสนช.หรือไม่ นายพีระศักดิ์ กล่าวว่ายังไม่ถึงขั้นที่ว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ต้องฟังเหตุผล และภารกิจของแต่ละคน ทำไมไม่มาลงมติ เพราะการประชุมบางวันอาจจะไม่มีการลงมติเลย แต่บางวันประชุม 2 ชั่วโมงอาจจะมีการลงมติ 50-60 ครั้ง
จัดระเบียบใหม่ประชุมสนช.
ดังนั้น ตอนนี้เรากำลังหาเหตุผล เพื่อที่จะชี้แจงให้สังคมทราบ แต่ถ้าไม่เหมาะสมก็เสนอให้สภามีมติว่าร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง แต่หลังจากนี้ไปจะมีการทำความเข้าใจกับสมาชิกทุกคน จะพยายามไม่ให้มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีก ถึงแม้จะมีภารกิจขนาดไหนก็ให้บริหารจัดการ และทางสภาก็จะบริหารอำนวยความสะดวกให้กับสมาชิก อาจจะนำกฎหมายไปรวมกันในวันพฤหัสบดี หรือถ้าเป็นกระทู้ หรือรายงานของหน่วยงานต่างๆทุกวันศุกร์ สังคมจะได้สบายใจ สมาชิกก็จะทำงานทั้งสองหน้าที่ได้อย่างสบายใจด้วย และหลังจากนี้จะไม่มีการเกิดกรณีนี้ขึ้นมาอีก
เมื่อถามว่า การที่สนช.สวมหมวกหลายใบจะทำให้เป็นอุปสรรคในการทำงานหรือไม่ นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า สถานการณ์ตรงนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ การแต่งตั้งหัวหน้าส่วนราชการมาเป็นสนช.ก็เพื่อให้การทำงานแต่ละเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน่วยราชการนั้นๆ ทำได้อย่างรวดเร็ว เพราะเป็นการสื่อสารโดยตรงกับหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ เช่น การตั้งเลขากฤษฎีกา เป็นสนช.ก็จะให้ข้อมูลสมาชิก สนช.ว่า เทคนิคของกฎหมายเป็นอย่างไรจะได้ไม่ต้องเสียเวลา หรือการตั้งผอ.สำนักงบประมาณมาเป็นสนช.ก็จะได้มาช่วยทำงบประมาณให้ได้เร็วขึ้น เป็นต้น
“แสวงหาหลักฐาน”ถกสัปดาห์หน้า
ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการแสวงหาพยานหลักฐานตรวจสอบการขาดลงมติการประชุมของสมาชิก สนช. 7 คน กล่าวถึงแนวทางการทำงานของคณะอนุกรรมการฯ ว่ายังไม่ทราบรายละเอียดกรอบอำนาจการทำงาน จะสามารถเรียกสมาชิก สนช. 7 คน มาให้ข้อมูลได้หรือไม่ ขอดูคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการก่อน คาดว่าจะเรียกประชุมนัดแรกได้ในสัปดาห์หน้า
ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าคงมีหน้าที่แค่การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการลงมติและการประชุมของ สนช.ทั้ง 7 คน เพื่อส่งข้อมูลให้นายพีระศักดิ์ เท่านั้น คงไม่มีอำนาจถึงขั้นชี้ขาดเรื่องสมาชิกภาพการเป็นสนช. โดยคณะอนุกรรมการฯมีกรอบเวลาทำงาน 30 วัน แต่จะเร่งดำเนินการให้รู้ผลโดยเร็ว





