วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ค้นทั้งวันทั้งคืน!! จนกว่าจะได้ตัว'ธัมมชโย'

"ดีเอสไอ" แจงยิบจำเป็นต้องสนธิกำลังล้อมวัดธรรมกาย เข้าค้นต่อเนื่องทั้งกลางวันกลางคืน หลายวัน จนกว่าจะได้ตัว “ธัมมชโย”

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาตำรวจภูธรภาค 1 แถลงถึงปฏิบัติการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายตามที่ได้สอบสวนพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง กรณีได้รับเงินที่เกิดจากการทุจริตของอดีตผู้บริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำนวนเงินกว่า 1,400 ล้านบาท ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร เป็นคดีพิเศษที่ 27/2559 ซึ่งพระธัมมชโยมีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และศาลอาญาได้ออกหมายจับไว้เพื่อให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจับตัวนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ปัจจุบันคดีดังกล่าวพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหา รวมถึงเห็นควรสั่งฟ้องพระธัมมชโย และมีคำสั่งถึงอธิบดีดีเอสไอจัดการเพื่อให้ได้ตัวมาดำเนินคดี

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาดีเสไอได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ได้ตัว ตั้งแต่การเปิดโอกาสให้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและนำพยานหลักฐานมาแก้ข้อกล่าวหาถึง 3 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2559 ต่อมาคือเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2559 และเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2559 แต่ผู้ต้องหาก็บ่ายเบี่ยงอ้างเหตุจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งดีเอสไอได้ประเมินสถานการณ์และขออนุมัติศาลเพื่อเข้าทำการตรวจค้นพื้นที่วัดพระธรรมกายและพื้นที่โดยรอบที่เกี่ยวข้องเพื่อพบและจับกุมตัวบุคคลตามหมายจับ

ครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2559 เมื่อมีการนำกำลังเข้าปฏิบัติการปรากฏว่ามีมวลชนจำนวนมากมาสวดมนต์ภายในวัด มีบุคคลปกปิดใบหน้าปะปนในหมู่ประชาชนภายในวัด รวมทั้งมีการตั้งเครื่องกีดขวางเส้นทางเข้าออกวัดและจุดสำคัญต่างๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการเข้าปฏิบัติการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่าหากยังคงปฏิบัติการต่อไปอาจมีผู้ไม่หวังดีสร้างสถานการณ์หรือก่อความวุ่นวาย จนส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่มาปฏิบัติธรรมตามความเชื่อ จนต้องยุติการปฏิบัติการ และในการเตรียมการเพื่อเข้าตรวจค้นใน

ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 13 – 16 ธ.ค. 2559 เจ้าหน้าที่ก็ประสบปัญหาในลักษณะเดียวกัน ซึ่งการจะตัดสินใจเข้าปฏิบัติการเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องประเมินความเสี่ยงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่มาปฏิบัติธรรมตามความเชื่อ ซึ่งจากการประเมินเห็นว่ามีจำนวนมากกว่าการเข้าปฏิบัติการตรวจค้นครั้งแรก ประกอบกับทางการข่าวพบมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่จะฉวยโอกาสสร้างความรุนแรงและใส่ความว่าถูกเจ้าหน้าที่ทำร้าย และจะนำเสนอข่าวที่เป็นเท็จไปบนระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อทำลายความเชื่อถือต่อเจ้าหน้าที่และทำให้เข้าใจว่าเป็นการรังแกสถาบันพุทธศาสนาที่บริสุทธิ์ทั้งที่เป็นการปฏิบัติการเพื่อจับกุมบุคคลตามหมายจับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงจำเป็นต้องยุติการปฏิบัติการ

จากปัญหาข้อขัดข้องในการปฏิบัติดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษคือคำสั่งหัวหน้าคณะ คสช. ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานสามารถควบคุมพื้นที่บริเวณวัดพระธรรมกายและพื้นที่โดยรอบ เพื่อตรวจสอบ คัดกรองผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายออกจากพื้นที่ปฏิบัติการเป็นการชั่วคราว รวมทั้งให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่บางประการเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานโดยสะดวกและรวดเร็ว ทั้งนี้ ยังคงดำรงหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ (1) นำตัวพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม (2) ดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และ (3) ปกป้องคุ้มครองประชาชนผู้บริสุทธิ์มิให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดีในการสร้างสถานการณ์ความรุนแรง โดยให้เกิดผลกระทบกับประชาชนทั่วไปที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ควบคุมน้อยที่สุด 

พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวต่อว่า แม้ดีเอสไอจะสามารถใช้อำนาจตามมาตรา44 แต่ผู้บังคับบัญชาเน้นย้ำให้ปฏิบัติการโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนตลอดจนป้องกันไม่ให้เกิดข้อต่อสู้ในทางกฎหมาย จึงขอหมายค้นจากศาลอาญาเพื่อเป็นหลักในปฏิบัติการ โดยศาลได้อนุมัติหมายค้นได้ต่อเนื่องหลายวัน ทั้งกลางวันและกลางคืนแต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดหมายค้น อย่างไรก็ตามแม้จะหมดอำนาจตามหมายค้นแต่ก็ยังสามารถตรวจค้นต่อเนื่องได้ตามมาตรา44ทั้งนี้เพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ ยืนยันดีเอสไอจะใช้อำนาจเท่าที่จำเป็น แม้มาตรา44จะให้อำนาจประกาศให้วัดเป็นพื้นที่ควบคุมห้ามบุคคลเข้าไปภายในวัด ไปจนถึงอำนาจตัดระบบสาธารณูปโภค ซึ่งดีเอสไอจะประเมินการใช้อำนาจตามสถานการณ์จากเบาไปหนัก ย้ำว่าดีเอสไอไม่ใช่คู่กรณีของสงฆ์หรือพระธัมมชโย ในการปฏิบัติการครั้งนี้นอกจากกำลังดีเอสไอ ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองแล้วยังมีเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีร่วมด้วย 

“สำหรับพระธัมมชโยการข่าวยังระบุว่าอยู่ภายในวัด แต่จะพิสูจน์ทราบได้จริงต่อเมื่อเข้าตรวจค้น โดยเป้าหมายเข้าค้นลำดับแรกคืออาคารที่ข้อมูลการข่าวบ่งชี้ว่าพระธัมมชโยพักอยู่ หากศิษย์มั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดก็ขอให้ส่งตัวพระธัมมชโยไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในศาล ให้คนคนเดียวออกมามอบตัว เจ้าหน้าที่และศิษย์จะได้ไม่ต้องลำบาก สำหรับกำลังเจ้าหน้าที่ที่นำไปวันนี้อาจมองว่ามีจำนวนมากประมาณ3,000 คน ทั้งหมดนี้เพื่อประโยชน์ในการดูแลความปลอดภัยประชาชน โดยการพิจารณาเติมกำลังเข้าไปในวัดขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ ผู้ที่อยู่ในวัดหากไมาขัดขวางเจ้าหน้าที่ก็สามารถอยู่ได้ แต่หากเริ่มมีกิริยาขัดขวางหรือทำผิดซึ่งหน้า อาจต้องจับกุมตัวทันทีเพราะผิดทั้งกฏหมายอาญาและฝ่าฝืนกฏหมายคสช.”พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าว

อธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า ส่วนปัญหามือที่สาม ตนยอมรับว่ามีความกังวลใจ ดีเอสไอจึงต้องใช้กำลังปิดล้อมพื้นที่เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีเข้าแฝงตัวก่อเหตุ ในส่วนประชาชนที่มีบ้านพะกอาศัยอยู่รอบวัด ดีเอสไอได้จัดทำป้ายหลีกเลี่ยงเส้นทางจราจรโดยสามารถใช้เส้นทางเลี่ยงสัญจรไปมาได้ปกติ ต้องขออภัยในความไม่สะดวก จึงขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับเจ้าที่ซึ่งมีความจำเป็นต้องบังคับใช้กฏหมายให้เกิดประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ในปฏิบัติการครั้งนี้จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 เพราะใช้อำนาจได้ครอบคลุมมากกว่ากฏหมายอื่น รวมถึงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 

ด้าน พล.ต.ท.ชาญเทพ กล่าวว่า สำหรับประชาชนที่ค้องการเดินทางออกจากวัดกลับภูมิลำเนาเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมรถไว้ให้บริการตามจุดต่างๆ ขณะนี้ตำรวจได้ดำเนินคดีกับวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโยไปกว่า 300 คดี ในจำนวนนี้กว่า 70%เกี่ยวข้องกับพระธัมมชโย จำแนกออกเป็น 10 กลุ่มคดี เช่น บุกรุกป่า ก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาติส่วนนายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกศิษยานุศิษย์ ซึ่งหลบหนีคดีไปก่อนหน้านี้ ได้เข้ามอบตัวต่อตำรวจสภ.คลองหลวงและกองปราบเมื่อคืน (15 ก.พ.) ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ได้ให้ประกันตัวออกไป พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามยุยง ปลุกปั่น และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งนายองอาจจะเดินทางกลับบ้านหรือวัดพระธรรมกายก็ได้ถือเป็นสิทธิ์แต่ต้องไม่มีพฤติกรรมผิดเงื่อนไขประกันตัว