"ปส." แถลงจับยาบ้า - โคเคน พร้อมของกลางจำนวนมาก ด้าน "พล.ต.ท.สมหมาย" เรียก "เบนซ์ เรซซิ่ง" เข้าให้ปากคำเพิ่ม 16 ก.พ.นี้
กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด - เมื่อเวลา 08.30น. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบช.ปส. นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ ป.ป.ส. พล.ต.ต.ศุภกิจ ศรีจันทรนนท์,พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์, พล.ต.ต.ทนงศักดิ์ ทั่งทอง, พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ รอง ผบช.ปส. พล.ต.ต.วุฒิพงศ์ เพ็ชรกำเนิด ผบก.ปส. 3 ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุม ขบวนการค้ายาเสพติดรายสาคัญ จำนวน 4คดี ดังนี้
คดีที่ 1 เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการ สกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด (บก.สกส.บช.ปส.) ร่วมกับ บก.ปส.4 และ บก.ขส.บช.ปส. ได้ร่วมกันจับกุม นายอาแว สาแล๊ะ อายุ 29 ปีอยู่บ้านเลขที่ 12หมู่7ต.ปากบางอ.เทพา จ.สงขลา นายก่อเส็ม เอียดขาว อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 65 หมู่.7 ต.คลองเฉลิม อ.กงหรา จ.พัทลุง ,น.ส.อภิญญาหมัดจันทร์ อายุ28ปี อยู่บ้านเลขที่ 110หมู่3ต.คลองทรายขาวอ.กงหราจ.พทัลุง และ น.ส.นูรไอนี สาแหละ อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ 1 ต.โละจูด อ.แว้ง จ.นราธิวาส พร้อมของกลางยาบ้า จำนวนประมาณ 988,000 เม็ด
,รถเก๋งยี่ห้อมิตซูบิชิ สีขาว ทะเบียน กง 8802 นราธิวาส จำนวน 1 คัน ,โทรศัพท์มือจำนวน 3 เครื่อง และอาวุธปืนพกขนาด .45 มม. จานวน 1 กระบอก พร้อมกระสุน 7 นัด ในข้อหา“ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท1(เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า)ไว้ในครอบครองเพื่อ จำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต”
โดยสามารถจับกุมได้ที่บ้านเลขที่10หมู่3ต.คลองทรายขาว อ.กงหราจ.พัทลุง เมื่อเวลา10.00น.วันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตารวจกองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด (บก.สกส.บช.ปส.) ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดไปแหล่งพักยา จึงได้เฝ้าติดตามรถยนต์เป้าหมายคือรถเก๋งยี่ห้อมิตซูบิชิ สีขาวทะเบียนกง8802 นราธิวาส จนพบว่ารถคันดังกล่าวได้เดินทางเข้ามาจอดยังบ้านเลขที่ 110 ม.3 ต.คลองทรายขาว อ.กงหรา จ.พัทลุง จึงได้แสดงตัวขอตรวจรวจค้น รถยนต์คันดังกล่าวพบยาบ้าของกลางซุกซ่อนอยู่ด้านหลังพนักพิงเบาะด้านหลัง ซึ่งดัดแปลงเป็นที่ซุกซ่อน จำนวนประมาณ 724,000 เม็ด และได้ตรวจค้นบ้าน หลังดังกล่าวพบยาบ้าซุกซ่อนไว้อีก จำนวน 264,000 เม็ดฝังไว้ใต้พื้นห้องด้านหลังบ้าน รวมยาบ้าทั้งหมดประมาณ 988,000 เม็ด จึงได้ทาการบันทึกตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมด ให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างให้เก็บพักยาและลาเลียงไปส่งยัง อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส จึงได้ทำการจับกุมตัวผู้ต้องหา ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. ดำเนินคดี ตามกฎหมาย และจะได้สืบสวนขยายผลการจับกุมบุคคลในเครือข่ายและยึดทรัพย์ตามกฎหมายต่อไป
คดีที่ 2 เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจด่านตรวจ ยานพาหนะชุมพร กก.2 บก.ปส.4 ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด.414, สภ.ท่าแซะ, สภ.มาบอามฤต, สภ.ปะทิว, สภ.สลุย จว.ชุมพร, กก.ปพ.บก.สส.ภ.8 และ ชุดพัฒนามวลชน ที่ 4101 ได้ร่วมกันจับกุม นายสุริยันต์ แก้วศรีจันทร์ อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 106 ม.10 ต.โพนงาม อ.หนองหาญ จ.อุดรธานี พร้อมของกลางยาบ้า ลักษณะเม็ดกลมแบนสีส้มและสีเขียว จำนวนประมาณ 300,000 เม็ด ,รถยนตเก๋งยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียนฎจ3767 กทม. จำนวน 1 คัน, โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อไอโฟน จำนวน 1 เครื่อง ในข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต”
จับกุมได้บริเวณที่ทำการด่านตรวจยานพาหนะชุมพร ถนนเพชรเกษม (กรุงเทพฯ-ชุมพร) หมู่ที่ 2 ต.หงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จว.ชุมพร (ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 451-452)
ซึ่งก่อนการจับกุมเจ้าหน้าที่ตารวจด่านตรวจยานพาหนะชุมพร กก.2บก.ปส.4ได้สนธิ กำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด.414, สภ.ท่าแซะ, สภ.บ้านมาบอำมฤต, สภ.ปะทิว, สภ.สลุย, และ กก.ปพ.บก.สส.ภ.8 ตั้งจุดตรวจบริเวณริมถนนเพชรเกษม (กรุงเทพฯ-ชุมพร) หน้าที่ทำการด่านตรวจ ยานพาหนะชุมพร ขณะปฏิบัติหน้าที่พบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา ทะเบียน ฎจ 3767 กทม. ขับผ่านมาตามถนนเพชรเกษมมุ่งหน้า จ.ชุมพร มีพิรุธต้องสงสัย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเรียกให้หยุดเพื่อทำการตรวจค้น พบนายสุริยันต์ แก้วศรีจันทร์ เป็นผู้ขับขี่ จึงได้ขอตรวจค้นรถยนต์ พบยาบ้า จำนวน 10 ถุง ถุงละ 200 เม็ด มัดรวมเป็นก้อนห่อด้วย กระดาษสา และพันด้วยพลาสติกใสอีกชั้นหนึ่ง จำนวน 150 ก้อน รวมยาบ้า 300,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่บริเวณด้านหลังเบาะที่นั่งผู้โดยสารของรถยนต์เก๋งคันดังกล่าว จึงได้ควบคุมตัวนายสุริยันต์ พร้อมของ กลางส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.4 เพื่อดำเนินคดีต่อไป
คดีที่ 3 เมื่อเวลา 11.00น. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปส.3 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สวข.ชม.บก.ขส.บช.ปส. เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ร่วมกันจับกุม นายคมกริช จันทร์ลือชัย อายุ 42ปี อยู่บ้านเลขที่ 374 หมู่ 12 ต.นาแก้ว อ.โพนนาแก้ว จ.สกลนคร นายภูสิทธิ์ ชัยบุรีโอภาส อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 290 หมู่ 7 ต.ม่วงยาย อ.ม่วงยาย จ.เชียงราย นายอลงกรณ์ คงธนะ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 109/1 หมู่7 ต.ดีลัง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี และนายจุลพงศ์ แซ่ลี้ อายุ 43ปี อยู่บ้านเลขที่ 146/40 ตรอกบ้านบาตร แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม. พร้อมของกลาง ยาบ้าจำนวน 227,400 เม็ด รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า แจ๊ส สีเทา ทะเบียน 1กฬ691 กทม. รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า โคโรล่า ทะเบียน 7ฐ4627 กทม. และโทรศัพท์มือถือ จำนวน6 เครื่อง ในข้อหา “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต”
โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมไปรับรายงานจากสายลับว่ามีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ได้ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือ นำมาเก็บพักไว้ในพื้นที่ จ.นนทบุรี โดยมีนายคมกริช ขับรถยนต์ฮอนด้าแจ๊ส เข้ามาพบนายภูสิทธิ์ ที่อาคารนนท์ซิตี้ ทาวเวอร์ ซ.นนทบุรี14 ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี จากนั้นนายภูสิทธิ์ ได้เข้ามาเปิดท้ายรถของนายคมกริชจากนั้นได้หยิบยาบ้าที่ใส่ไว้ในถุงพลาสติกสีส้มออกไป จากนั้นนายคมกริชได้ขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเห็นจึงเชื่อว่าทั้งคู่ได้ลำเลียงยาเสพติดกันเรียบร้อยแล้ว จึงแสดงตัวเพื่อเข้าตรวจค้น จึงพบยาบ้าดังกล่าวจำนวน 56,000 เม็ด จึงยึดไว้เป็นของกลาง และทำการจับกุมนายคมกริชและทำการตรวจค้นพบยาบ้าอีก 30,000 เม็ด จากการสอบสวนสารภาพว่ายาบ้าดังกล่าวจะนำไปส่งมอบให้ลูกค้าตามคำสั่งนายจ้างต่อจากนั้นทั้งสองได้ให้ความร่วมมือกับเจ่าหน้าที่ตำรวจ โดยนายคมกริชนำเจ้าหน้าที่ตำรวจขยายผล ติดต่อและจับกุมนายอลงกรณ์ ได้ขณะเจ้ารับยาบ้าจำนวน 30,000 เม็ด ที่จับกุมไปก่อนหน้านี้ ส่วนนายภูสิทธิ์ นำเจ้าหน้าที่ตำรวจขยายผล ติดต่อ และจับกุมนายจุลพงศ์ ได้ขณะเข้ารับยาบ้าจำนวน 56,000 เม็ดที่ได้ยึดเป็นของกลางไปก่อนหน้านี้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นห้องพักของนายคมคริช พบยาบ้า จำนวน 132,000 เม็ด และเข้าค้นบ้านของนายภูสิทธิ์พบยาบ้าอีกจำนวน 9,400 เม็ด จึงจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนบก.ปส.3 ดำเนินคดี
คดีที่ 4 พล.ต.ต.วุฒิพงศ์ เพ็ชรกำเนิด ผบก.ปส. 3 แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาน.ส.เจนนี่ คาร์เมน เดล์ โนซิโอ อาคูญ่า ปาเช็คโก ชาวเอกวาดอร์ อายุ 55ปี และ นาย มิคาเอล ชาบานอฟ อายุ 31ปี ชาวรัสเชีย โดยจับกุมได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และโรงแรมแห่งหนึ่งย่านบางนา พร้อมของกลางเป็นโคเคน บรรจุอยู่ในครีมบำรุงผิว จำนวน 7 รายการ น้ำหนัก 2350 กรัม เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา
พล.ต.ต.วุฒิพงศ์ เพ็ชรกำเนิด ผบก.ปส. 3 กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่บก.ปส. 3 ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดซุกซ่อนมากับผลิตภัณฑ์เสริมความงามจำพวกครีมบำรุงผิว จากประเทศเปรู มาที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อที่จะส่งต่อให้กับลูกค้าชาวรัสเชียในประเทศไทย กระทั่งวานนี้ชุดสืบสวนพบผู้ต้องหาคือ เจนนี่ คาร์เมน เดล์ โนซิโอ อาคูญ่า ปาเช็คโก ชาวเอกวาดอร์ อายุ 55ปี อยู่ในท่าทีมีพิรุธขณะที่ทำการตรวจสัมภาระ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวทำการตรวจค้น กระทั่งพบครีมบำรุงผิวจำนวน 7 กระปุก อยู่ในกระเป๋าเดินทาง จากการตรวจสอบด้วยสารเคมีและเครื่องตรวจยาเสพติดพบว่า ครีมดังกล่าวมีการผสมโคเคน จึงได้ทำการจับกุม ซึ่งน.ส.เจนนี่ รับสารภาพว่า ขนยาดังกล่าวมายังประเทศไทย เพื่อส่งต่อให้กับชาวรัสเซียบ คือนายมิคาเอล ชาบานอฟ อายุ 31ปี ชาวรัสเชียที่จะมารอรับที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านบางนา ตำรวจจึงขยายผลกระทั่งสามารถจับกุมได้ดังกล่าว
จากการสอบปากคำผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ยาเสพติดดังกล่าวรับมาจากประเทศเปรู เพื่อที่จะนำมาส่งต่อให้กับลูกค้าชาวต่างชาติในประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายผลเครือข่ายลูกค้าของขบวนการยาเสพติดกลุ่มนี้ ทั้งนี้วิธีการแอบผสมยาโคเคนมากับครีมต่างๆถือเป็นวิธีการใหม่ ที่ใช้ในการตบตาเจ้าหน้าที่เพื่อให้ยากต่อการจับกุม ซึ่งหากดูผิวเผินมีลักษณะคล้ายครีมบำรุงผิวทั่วไป ก่อนนำไปสกัดสารแยกตัวครีมกับสารเสพติดและนำไปจำหน่าย ต่างจากวิธีการเดิมที่ส่วนใหญ่จะนำเข้าเป็นผงซุกซ่อนตามช่องกระเป๋า หรือนำมาซักผสมใส่ในผ้าก่อนที่จะละลายกับน้ำ และรอสกัดจนเป็นผงยา สำหรับกลุ่มลูกค้านั้นจะเป็นกลุ่มนักเที่ยวราตรีตามสถานบันเทิงต่างๆ อย่างไรก็ตามอยู่ระหว่างการขยายผลเชื่อมโยงเครือข่ายและกลุ่มลูกค้าต่อไป
สำหรับโคเคน ถือเป็นยาเสพติดที่ออกฤทธิ์ โดยเป็นทีนิยมในประเทศแถบอเมริกากลาง เช่น บราชิล แม๊กซิโก ส่วนใหญ่ประเทศมีผู้นิยมทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยกลุ่มชาวต่างชาติที่พบส่วนใหญ่จะเป็นชาวรัสเชีย และกลุ่มคนผิวดำ ในส่วนของพิรุธนั้นที่พบ ก็คือส่วนใหญ่กลุ่มต่างชาติที่ลำเลียงยาเสพติดจะมีผู้อื่นซื้อตั๋วเครื่องบิน จัดแจงเรื่องที่พักให้ ทั้งหมด อีกทั้งจะมีการเส้นทางการเดินทางหลายประเทศเพื่อให้ดูเหมือนว่าเป็นนักท่องเที่ยว ข้อหา“ร่วมกันมียาเสพติดประเภท2 (โคเคน) เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย”, “ร่วมกันนำเข้ายาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย”
พล.ต.ท.สมหมาย กล่าวว่า นอกจากนี้ในวันที่16 กุมภาพันธ์นี้ จะเรียกนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง เจ้าของรถยนต์หรูยี่ห้อลัมโบร์กีนี รุ่นกัลลาโด้ มาสอบปากคำเพิ่มเติมเป็นครั้งที่สอง เนื่องจากตำรวจพบว่าคำให้การและพยานหลักฐานที่พบยังขัดแย้งกับคำให้การของนายณัฐพล นาคคำ หรือ บอย ผู้ต้องหาค้ายาเสพติดเครือข่ายนายไซซะนะ แก้วพิมพา ชาวลาวที่ถูกจับกุมไปก่อนแล้ว โดยจะให้นายอัครกิตติ์ นำพยานหลักฐานเกี่ยวกับการครอบครองรถมาให้พนักงานสอบสวน บช.ปส.เพื่อชี้แจงการครอบครองรถว่าได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้ในทางสืบสวนของตำรวจยังยืนยันว่าเป็นการครอบครองอย่างไม่ถูกต้อง และอาจจะถูกดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ในข้อหาสบคบหรือสนับสนุนผู้กระทำความผิด
ทั้งนี้หากสอบสวนนายอัครกิตติ์เสร็จสิ้นก็จะสามารถสรุปสำนวนคดีได้ภายในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้อาจจะสามารถจับผู้ต้องหาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ได้อย่างน้อย 1 คน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ส่วนการติดตามตัวนายอุสมาน สะแลแมง หนึ่งในผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนายไซซะนะ ที่ยังคงหลบหนีอยู่ทางการข่าวพบว่านายอุสมาน ได้ทำศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าและหลบหนีอยู่ในประเทศลาว และยังพบว่ามีการสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่3จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดไปสู่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งข้อมูลต่างๆนั้น บช.ปส.ได้ประสานข้อมูลกับทางการลาวอยู่ตลอดเวลา ส่วนกรณีที่ตำรวจสืบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล 3 จับผู้ต้องหาค้ายาเสพติดและยึดของกลางยาบ้าได้กว่า 2 ล้าน 6 แสนเม็ด ไอซ์กว่า 7 กิโลกรัม และยาเสพติดชนิดอื่นอีกจำนวนมากนั้น ทราบว่าเป็นเครือข่ายของชาวม้งผาขาว ที่ขณะนี้มีความเคลื่อนไหวเรื่องการขนส่งยาเสพติดอยู่ตามแนวชายแดน





