วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ส.ท.ช.'ร้องสอบ'กทค.-กสทช.' อุ้มบริษัทสื่อสาร

"ส.ท.ช." ร้อง "ป.ป.ช." ตรวจสอบพฤติกรรม "กทค.-กสทช." อุ้มบริษัทสื่อสารเอกชน ปรับลดเงินรายได้มือถือ ส่อทำรัฐสูญเงินหมื่นล้าน

นายณัขพล โรจน์ถาวร ประธานเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตแห่งชาติ (ส.ท.ช.) พร้อมด้วยกรรมการ และนายคฑาภณ สนธิจิตร นายกสมาคมผู้สื่อข่าวและและสื่อมวลชน (ประเทศไทย) ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ประธานคณะกรรรมการป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมของ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และสำนักงาน กสทช. กรณีร่วมกันปรับลดเงินรายได้จากการให้บริการมือถือในช่วงมาตรการเยียวยาคลื่นความถี่ 1800 เมกกะเฮิร์ตซ์(MHz) ให้แก่บริษัทสื่อสารเอกชนจนทำให้รัฐเสียหายนับหมื่นล้านบาท

โดยจากการติดตามข้อมูลของ เครือข่ายสื่อฯ พบว่า ในการให้บริการมือถือในช่วงมาตรการเยียวยาหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานคลื่น 1800 ตามประกาศ กสทช.ปี 2556 นับจาก 1 ตุลาคม 2558 - 30 มิ.ย.2559 มีรายได้ที่ต้องนำเข้ารัฐเป็นรายได้แผ่นดินจำนวน 14,868.31 ล้านบาท แยกเป็นรายได้ในส่วนของ บริษัท ทรูมูฟ จำนวน 13,988.25 ล้านบาท และ บริษท ดีพีซี จำนวน 879.58 ล้านบาท แต่หลังจาก บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อ สำนักงาน กสทช. โดยอ้างว่าบริษัทไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งเงินรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงดังกล่าวเข้ารัฐ เพราะบริษัททำหน้าที่เพียงรับจ้างบริหารให้แก่กลุ่มบริษัทในเครือเท่านั้น ทางสำนักงาน กสทช. ได้แต่งตั้งคณะทำงานกลั่นกรองขึ้นพิจารณาทบทวนรายได้ตามเอกสารชี้แจงของบริษัท ก่อนจะมีมติให้ปรับลดเงินรายได้จากการใช้คลื่นความถี่ 1800 MHzที่บริษัทเอกชนรายนี้ เหลืออยู่เพียง 3,967.81 ล้านบาทเท่านั้น ต่ำกว่าที่คณะทำงานตรวจสอบเงินรายได้ฯ ที่ กทค.สรุปไว้แต่เดิมถึง 10,900 ล้านบาท เห็นได้ชัดว่า ทำให้รัฐเสียหายและเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเงินรายได้นำส่งรัฐจากการใช้งานคลื่นความถี่ 900 ของ เอไอเอส ที่กินเวลาเพียง 9 เดือน แต่กลับมียอดสูงกว่า 7,221 ล้านบาท ขณะที่เงินรายได้นำส่งรัฐจากการใช้งานคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่กินเวลากว่า 2 ปี กลับมีจำนวนเพียง 3,967 ล้านบาทเศษเท่านั้น ทั้งที่ฐานลูกค้าในช่วงสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน อยู่ในระดับใกล้เคียงกันคือ 17-18 ล้านเลขหมาย

"พฤติกรรมของ สำนักงานกสทช. และ กทค. ที่เพิกเฉยไม่ดำเนินการเรียกเก็บเงินรายได้จากการใช้โครงข่าย เสาโทรคมนาคม ให้แก่หน่วยงานของรัฐ ทั้งยังมีมติปรับลดเงินรายได้จากการให้บริการมือถือ ในช่วงมาตรการเยียวยาหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานคลื่น 1800 MHzจาก 13,989.25 ล้านบาท ลงมาเหลืออยู่เพียง 3,967.71 ล้านบาท ส่อให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้อำนาจหน้าที่ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทสื่อสารเอกชนได้เป็นอย่างดี ถือเป็นการดำเนินการที่เข้าข่ายการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 154 มาตรา 155 มาตรา 156 และมาตรา 157 อย่างชัดเจน ทาง “เครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตแห่งชาติ” (ส.ท.ช.) จึงต้องการให้ คณะกรรมการป.ป.ช. ได้ลงมาตรวจสอบ และ ดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐใน สำนักงาน กสทช. และ กทค. ต่อไป"

นายณัชพล กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ได้ออกมาเผยแพร่รายงานผลการประเมินดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (CPI) ประจำปี 2559 ที่อันดับของประเทศไทย รูดลงอันดับที่ 76 ในปี 58 ไปรั้งอยู่ในอันดับที่ 101 จาก 176 ประเทศนั้น ได้ทำให้สังคมเกิดข้อกังขากับการดำเนินนโยบายของรัฐมากพออยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อมีการนำไปพ่วงกับกระแสข่าวกรณีที่รัฐและกระทรวงการคลัง ต่อสัญญา ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ โดยไม่มีการประมูล ซึ่งถูกสังคมตั้งข้อกังขาว่า เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องหรือไม่ เมื่อมาพิจารณาถึงพฤติกรรมของ กทค. และ กสทช. ที่เห็นชอบให้มีการปรับลดเงินรายได้นำส่งรัฐจาก 14,000 ล้านบาทให้แก่บริษัทเอกชน จนเหลืออยู่แค่ 3,900 ล้านบาทเศษ จึงยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายของรัฐ ที่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นอยู่กับรัฐโดยตรง และคงทำให้หนทางกอบกู้เครดิตและชื่อเสียงของรัฐในสายตานานาชาติริบหรี่ลงไปอีก