วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปลดล็อก 'ปฏิรูปประเทศ' นายกฯลั่นปีนี้เห็นผล

ประชุม ป.ย.ป.นัดแรกเคาะ 27 วาระปฏิรูปประเทศ นายกฯขีดเส้นปีนี้ เริ่มคิกออฟ-สร้างการรับรู้ให้ประชาชน สั่งลดขั้นตอนให้เร็วขึ้น

รัฐบาลลดขั้นตอนการทำงานและระเบียบราชการ หวังเร่งปฏิรูปประเทศให้เห็นผลในปีนี้ โดยจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วน หลังจากที่มีการเสนอขึ้นมาจำนวนมากและมีความล่าช้าจากขั้นตอนการทำงานของคณะทำงานหลายชุด

รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)พยายามเร่งการปฏิรูปให้สามารถเดินหน้าไปได้ ในขณะที่ตามกำหนดโรดแมพอีกราว 1 ปี จะมีการเลือกตั้งทั่วไป

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เป็นประธานการประชุมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (เวิร์คช็อป) วานนี้(1 ก.พ.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คณะรัฐมนตรี(ครม.) พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าการประชุมครั้งนี้เป็นการวางแผนที่จะเดินหน้าประเทศ ว่าจะเดินไปในทิศทางใด รวมถึง รับฟังแนวความคิดต่าง ๆ ในการทำงาน และการปฏิรูปประเทศ ที่จะทำให้ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน รวมถึง การแก้ปัญหาที่ผ่านมา รวมทั้งวางรากฐานในอนาคต ทั้งนี้จะต้องมีการแก้ปัญหาเชิงบูรณาการ ทั้งการบริหารราชการแผ่นดินเชิงรุก การมีวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และการออกกฎหมาย เพื่อทำการปฏิรูปให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้โดยเร็ว ในระยะเวลาที่กำหนดไว้ทั้งหมด คือ 20 ปี ข้างหน้า

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่าหนึ่งปีจากนี้ ในปี 2560 จะต้องรวบรวม ข้อมูลพื้นฐานทั้งหมด เพื่อนำมาสร้างการรับรู้ โดยการทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ทั้ง 4 คณะ จะต้องสร้างความชัดเจนให้กับสังคม

“ที่ผ่านมามีความขัดแย้ง ซึ่งไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงความขัดแย้งในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงต้องแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างยั่งยืน สร้างการรับรู้กับประชาชน โดยเกิดความร่วมมือจากข้างล่าง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลมีการดำเนินการโดยบูรณาการงานกลุ่มงานของรองนายกรัฐมนตรี และสปท.และวันนี้มีป.ย.ป. เพื่อทำในเรื่องเร่งด่วนให้เร็วขึ้น อะไรที่ติดขัดหรือเป็นปัญหาต้องปลดล็อกให้ได้”

ลดขั้นตอนไม่ต้องผ่านสนช.

ด้านนายพีรศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่สอง กล่าวว่าที่ประชุมให้ยกเลิกการประชุมร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ วิป สนช. , วิป สปท. และ วิปรัฐบาล และให้ใช้การประชุมของป.ย.ป. เป็นการพิจารณารายละเอียดเรื่องต่างๆร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อลดขั้นตอนการทำงาน

ด้านนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการหารือกันเรื่องการลดขั้นตอนการทำงานของการปฏิรูปโดยเฉพาะในส่วนของวาระการปฏิรูปที่มีความสำคัญ โดยขั้นตอนการขับเคลื่อนการปฏิรูปจะลดลงให้มีความกระชับมากที่สุด โดยขั้นตอนจะเหลือแค่เพียงการเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ และการสร้างความปรองดองสามัคคี (ป.ย.ป.) จากนั้นเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

“หากต้องมีการพิจารณาทางด้านกฎหมายก็จะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ทันที หากไม่ต้องมีการพิจารณาของ สนช.ก็จะสามารถขับเคลื่อนด้วยกลไกบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลได้ทันที”

เร่งปฏิรูป27วาระตามยุทธศาสตร์

นายสุวิทย์ กล่าวว่าการจัดลำดับความสำคัญในการปฏิรูปประเทศจาก134 วาระการปฏิรูปของ สปท.โดยกลั่นกรองเหลือวาระเร่งด่วนในการปฏิรูปประเทศ 27 วาระ ซึ่งสอดคล้องกับ 10 ประเด็นยุทธศาสตร์ และนโยบายเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรี (PM Agenda)

สำหรับวาระสำคัญการปฏิรูป 27 วาระแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1.การปฏิรูปในเรื่องกลไกภาครัฐ 9 วาระ เช่น การปฏิรูปงบประมาณการคลังภาครัฐ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การปฏิรูปการกระจายอำนาจท้องถิ่น การบริหารรัฐที่เปิดเผยข้อมูล การควบคุมและตรวจสอบอำนาจรัฐ และการคุ้มครองการติดตามทรัพย์สินของแผ่นดิน

2.การปฏิรูปเรื่องคน ซึ่งต้องให้ความสำคัญในเรื่อง การศึกษา การพัฒนาแรงงาน หลักประกันสุขภาพ และการรองรับสังคมผู้สูงอายุ 3.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ การดูแลทรัพยากรป่าไม้ การให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำ การจัดทำผังเมือง การพัฒนาพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์

และ 4.การให้ความสำคัญกับการปฏิรูปพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และเศรษฐกิจอนาคต ซึ่งวาระที่ สปท.ได้หารือกับรัฐบาล ได้ข้อสรุปที่ตรงกันในการขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจในอนาคตควบคู่กัน โดยในส่วนของเศรษฐกิจฐานราก จะเน้นการปฏิรูปในเรื่อง เกษตรพันธสัญญา ประกันภัยการเกษตร การเงินฐานรากและสหกรณ์ออมทรัพย์ และธนาคารที่ดิน ส่วนในเรื่องของเศรษฐกิจอนาคต จะขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจชีวภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล

นายสุวิทย์ กล่าวว่าการขับเคลื่อนการทำงานของการปฏิรูปทั้ง 4 ด้าน จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปต่างๆอย่างเร่งด่วน รวมทั้งมีการตั้งคณะอนุกรรมการประสานงานความร่วมมือในการขับเคลื่อนการปฏิรูปกับกระทรวงต่างๆซึ่งจะต้องเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการปฏิรูป รวมทั้งตั้งคณะอนุกรรมการในเรื่องการสื่อความและสร้างความรับรู้ในการปฏิรูปแก่ประชาชนว่าการปฏิรูปจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างไรและประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร

มอบ "วิษณุ" เร่งขั้นตอนกฎหมาย

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หัวใจของการหารือครั้งนี้ คือการจัดลำดับความสำคัญของการปฏิรูปว่าเป็นอย่างไร ต้องขับเคลื่อนเรื่องไหนเป็นเรื่องสำคัญก่อน เพราะที่ผ่านมามีเรื่องข้อเสนอเข้ามามากกว่า100เรื่อง ซึ่งเมื่อจัดลำดับได้ว่าเรื่องใดสำคัญจำเป็นเร่งด่วนต้องขับเคลื่อนออกมา กระบวนการในการผลักดันต่อไปก็ต้องขอให้ฝ่ายกฎหมายช่วยเหลือ ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก็พร้อมรับไปดำเนินการ ในการประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้รวดเร็วขึ้น รายงานให้กับนายกรัฐมนตรีได้รับทราบ

“ตอนนี้จะต้องไปดูว่า มีประเด็นอะไร พอจับได้แล้วว่าต้องเร่งทำ ก็ต้องไปดูกระบวนการที่จะทำให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คืออะไร ใครเป็นคนขับเคลื่อน โดยเรื่องเศรษฐกิจที่สำคัญ มีทั้งการช่วยเหลือประชาชนในระดับฐานราก แบ่งเป็นเรื่องย่อยๆ คือ เกษตรพันธสัญญา ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของ สนช.แล้ว ที่เหลือยังมีเรื่องธนาคารที่ดิน การประกันภัยทางการเกษตร สถาบันการเงินชุมชน และสหกรณ์ ส่วนเรื่องเศรษฐกิจสมัยใหม่ มีเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สุดท้ายคือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ” นายกอบศักดิ์ กล่าว