วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐบาลจ่อออก 'ม.44' รื้อระบบแต่งตั้งตำรวจ

“รัฐบาล” จ่อออก "ม.44" รื้อระบบแต่งตั้ง "ตำรวจ" ยึดตามแบบกองทัพ มอบอำนาจแก่ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น แต่อำนาจสูงสุดยังคงอยู่ที่ ผบ.ตร.

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้สั่งการให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ร่างคำสั่งมาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) โดยให้ยึดแนวทางการแต่งตั้งโยกย้ายกองทัพเป็นแนวทางในการออกคำสั่ง เบื้องต้นหลักการแต่งตั้งโยกย้ายจะมอบอำนาจแก่ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น สามารถแต่งตั้งโยกย้ายบุคคลในสังกัดได้ เช่น ผู้บัญชาการกองพลทหาร หรือ ผบ.พล. มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายคนหรือหน่วยขึ้นตรงของตนได้ หรือ ผู้บัญชาการกองทัพบก หรือ ผบ.ทบ.มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายเฉพาะ แม่ทัพภาค เท่านั้น

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีต้องการปฏิรูปตำรวจ ไม่ให้มีการซื้อขายตำแหน่ง โดยนายกรัฐมนตรี อยากให้สตช.ยึดแนวทางของกองทัพเป็นหลักคือ ให้ผู้บังคับบัญชาแต่ละชั้นหรือสายงาน มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายลูกน้องของตัวเอง แต่อำนาจสูงสุดยังคงอยู่ที่ ผบ.ตร. หรือ ผบ.ทบ. เป็นต้น เมื่อมีระบบหรือหลักการแต่งตั้งที่ชัดเจน จะได้ไม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมาคือมีการแทรกแซงจากภายนอกหรือฝ่ายการเมืองที่จะสั่งอะไรลงไปหรือเกิดข่าวลือ เช่น นายคนนี้สั่งมาหรือใครไม่ได้ ก็บอกว่าไม่ได้จ่ายเงินหรือได้เลื่อนชั้นเพราะนายคนนี้สั่งลงมา ดังนั้นจึงต้องหาแนวทางป้องกันด้วยการออกมาตรา 44 โดยนายวิษณุ จะไปร่างคำสั่งเพื่อนำมาเสนอนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช.พิจารณา

พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าในที่ประชุม ครม. นายกรัฐมนตรี ได้กำชับแนวทางการป้องกันการทุจริตในทุกกระทรวงทบวงกรม อาทิ การจัดทำงบประมาณต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ หรือ แผนยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูป หรือ การปรองดอง ต้องมีที่มาที่ไปหรือมีกลไกบริหารจัดการที่ชัดเจน โดยต้องเน้นย้ำให้ประชาชนได้รับทราบว่ารัฐบาลให้ความสำคัญ ทุกโครงการ จะต้องไม่ให้มีการทุจริต

“นายกรัฐมนตรี เห็นว่าปัญหาการทุจริตต่าง ๆ เกิดจากคนเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นถ้ามีผู้กระทำผิดทุจริต ต้องเอาตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และต้อง ไม่ให้โอกาสคนโกง หากพิสูจน์ทราบแล้วว่าผิดจริง และทุกเรื่องต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว