วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ป.ป.ช.' รู้ชื่อคนเอี่ยวสินบน 'โรลส์รอยซ์' แล้ว

"ป.ป.ช." แจง "เอสเอฟโอ" เป็นหน่วยหลักสอบสินบน "โรลส์รอยซ์" ห่วงโทษประหารทำชวดข้อมูลซ้ำรอยคดีจีที200 ย้ำไม่มีอำนาจรัฐแทรกแซง

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช. ในฐานะประธานคณะทำงานสอบสวนและรวบรวมข้อมูล กรณีสินบนบริษัท โรลส์-รอยซ์ ยอมรับต่อสำนักงานปราบปรามการทุจริตของสหราชอาณาจักร (เอสเอฟโอ) ว่า จ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างปี 2534-2548รวม 3 ครั้ง วงเงินประมาณ 1,200 ล้านบาท และเจ้าหน้าที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระหว่างปี 2543-2556 วงเงินประมาณ 385 ล้านบาทว่า เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะทำงานฯได้พูดคุยเบื้องต้นกับเอสเอฟโอ แล้ว โดย เอสเอฟโอ ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมมีหน่วยงานจากประเทศไทยขอสำนวนสอบสวนกรณีดังกล่าวเป็นจำนวนมาก คณะทำงานฯ จึงยืนยันว่า ขณะนี้มี ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบ ส่วนหน่วยงานอื่นๆ ที่ขออาจเพื่อหาข้อมูลประกอบในการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงภายใน เช่น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ดูรายละเอียดเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เบื้องต้นท่าทีของ เอสเอฟโอเป็นไปค่อนข้างดี และคณะทำงานฯ เตรียมประชุมเพื่อหากำหนดกรอบคำถาม ก่อนจะประสานไปอีกครั้งหนึ่ง

นายสรรเสริญ กล่าวอีกว่า ข้อกังวลเบื้องต้นของเอสเอฟโอ ขณะนี้ นอกเหนือจากไม่มั่นใจว่ามีหน่วยงานไหนเป็นหลักในการตรวจสอบแล้ว ยังกังวลเกี่ยวกับบทลงโทษของประเทศไทยในคดีการติดสินบน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต เหมือนกับกรณีที่ ป.ป.ช. เคยขอข้อมูลคดี GT200 ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่ได้เช่นกัน แต่คณะทำงานฯ และ ป.ป.ช. ยืนยันว่า โทษดังกล่าวไม่เคยนำมาใช้นานมากแล้ว และปัจจุบันคงไม่มีการนำมาใช้อีก

นายสรรเสริญ กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือ เอสเอฟโอ มองว่าประเทศไทยยังคงมีการใช้อำนาจภายในจากรัฐบาล จึงกังวลถึงกระบวนการดำเนินคดีในเรื่องนี้ด้วย ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการสร้างความเชื่อมั่นแก่ เอสเอฟโอ และองค์กรระดับนานาชาติว่า จะไม่มีการใช้อำนาจภายในเข้าแทรกแซงเรื่องนี้ และเห็นว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 เพื่อแก้ปัญหา เพราะ ป.ป.ช. ถือเป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบเรื่องทุจริตอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า กรณีการจ่ายสินบนช่วงแรก เมื่อปี 2534-2535 ปรากฏบันทึกของบอร์ดการบินไทย ที่อนุมัติให้จัดซื้อเครื่องบิน B777-200 รวม 8 ลำ พร้อมให้ซื้อเครื่องยนต์จากโรลส์-รอยซ์ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยนั้น นายสรรเสริญ กล่าวว่า ทราบจากข่าวแล้ว แต่กรณีนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า คดีเรียกรับสินบน มีอายุความ 20 ปี ซึ่งการจ่ายสินบนช่วงแรก เมื่อปี 2534-2535 และช่วงที่สองปี 2535-2540หมดอายุความไปแล้ว ไม่สามารถรื้อฟื้นมาทำอะไรได้อีก และหากให้ คสช. ใช้อำนาจภายในเพื่อไม่ให้คดีหมดอายุความ ต่อไปประเทศไทย รวมถึง ป.ป.ช. จะไม่น่าเชื่อถือต่อสายตานานาชาติอีก ดังนั้นจึงอาจให้หน่วยงานที่ได้รับความเดือดร้อน เช่น การบินไทย ดำเนินการฟ้องทางแพ่งเพื่อเรียกความเสียหายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอาจร้องเรียนไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดทรัพย์สินได้

เมื่อถามว่า กรณีการจ่ายสินบนช่วงที่3 เมื่อปี 2547-2548 คณะทำงานฯทราบชื่ออดีต รมช.คมนาคม ที่มีพฤติการณ์นัดกินข้าวกับเจ้าหน้าที่ การบินไทย และนายหน้า ตามสำนวนการสอบของเอสเอฟโอแล้วหรือไม่ นายสรรเสริญ กล่าวว่า ทราบพฤติการณ์ และทราบชื่อทั้ง รมว.คมนาคม และ รมช.คมนาคม รวมถึงเจ้าหน้าที่การบินไทยแล้ว แต่ยังไม่สามารถหาข้อเชื่อมโยงได้ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจ่ายสินบนอย่างไร ต้องรอให้ได้ความชัดเจนจาก เอสเอฟโอก่อน จึงจะดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนต่อไป