วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บอร์ดป.ป.ช.ถกสินบนโรลส์-รอยซ์วันนี้

ทีมสอบป.ป.ช.เตรียมรายงานบอร์ดเบื้องต้นวันนี้ หลังได้ข้อมูลเชิงลึกสินบนโรลส์-รอยซ์ ด้าน "บรรยง" เสนอใช้ ม.44 ให้อำนาจป.ป.ช.มากขึ้น

การสอบสวนสินบนบริษัทโรลส์-รอยซ์ ที่จ่ายในการจัดซื้อจัดจ้างในบริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) และบริษัทปตท. จำกัด(มหาชน) เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น หลังจากหน่วยงานด้านการปราบปรามการทุจริตเริ่มเดินหน้าสอบสวน แม้ทั้งสองหน่วยงานมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมาแล้ว

การตรวจสอบในขณะนี้มีหลายหน่วยงานร่วมตรวจสอบ ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวโดยใช้คำว่า“ขณะนี้มีหลายหน่วยงานมะรุมมะตุ้มตรวจสอบ”

หากพิจารณาหน่วยงานเหล่านี้ ประกอบไปด้วยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ( ปปง.) รวมทั้งคณะกรรมการตรวจสอบของปตท.และการบินไทย

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบของป.ป.ช.เริ่มมีความคืบหน้าอย่างเห็นได้ชัด โดยนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. ในฐานะประธานคณะทำงานสืบสวนและรวบรวมข้อมูลกรณีสินบนบริษัทโรลส์-รอยซ์ กล่าวว่าได้ประสานติดต่อกับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐและสำนักงานปราบปรามการทุจริตของประเทศอังกฤษ (เอสเอฟโอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความสัมพันธ์ความร่วมมือระหว่างประเทศอยู่แล้ว ในเชิงของการแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงาน โดยการส่งข้อมูลทางเอกสาร อีเมล เพื่อแจ้งขอทราบข้อมูลได้การตอบรับที่ดี

นายสรรเสริญ กล่าวว่า ป.ป.ช.ได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐทางระบบประชุมทางไกลเทเลคอนเฟอเรนซ์เพื่อขอข้อมูลเชิงสืบสวน และคณะทำงานจะประชุมหารือวงเล็กในเวลา 09.00 น.วันที่ 26 ม.ค.เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ได้มาเบื้องต้น รวมทั้งข้อมูลเอกสารที่จะได้จากการบินไทยและปตท.สผ. ก่อนจะรายงานในที่ประชุมกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ที่จะประชุมในเวลา 10.00 น.วันเดียวกัน

การบินไทยจ่อฟ้องแพ่งค่าเสียหาย

วานนี้ (25 ม.ค.) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้จัดงานเสวนา‘อย่าให้คนโกงมีที่ยืนในการบินไทย ปตท. และประเทศไทยกรณีสินบนโรลส์-รอยซ์’ โดยร.อ.กนก ทองเผือก รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายทรัพยากรบุคคลและกำกับกิจกรรมองค์กร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทยได้ส่งหนังสือถึงเอสเอฟโอ เพื่อขอข้อมูลการติดสินบนหรือจ่ายค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มเติม ถ้าหากพบว่าการติดสินบนดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ก็เตรียมฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

“ในทางธุรกิจก็ได้พิจารณาในขั้นต้นว่า ถ้าหลักฐานจากเอสเอฟโอหรือสื่อชี้ว่ามีการจ่ายสินบนหรือค่าตอบแทนพิเศษโดยพาดพิงว่าเพื่อการบินไทย ก็แสดงว่าการบินไทยจัดหาเครื่องยนต์สูงกว่าราคาที่ควรจะเป็น การบินไทยอาจจะต้องดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ อันนี้เป็นแนวทางที่เตรียมการไว้แล้ว” นายกนกกล่าว

ชี้ข้อกฎหมายส่งผลป.ป.ช.ทำงานช้า

ด้านนายเมธี ครองแก้ว อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เปิดเผยว่าเอสเอฟโอและกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกาจะมีข้อมูลเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียด ส่งผลให้ ป.ป.ช. สามารถติดตามข้อเท็จจริงได้ไม่ยาก แต่กระบวนการของ ป.ป.ช. ยังติดขัดในข้อกฎหมายซึ่งจะทำให้การพิจารณาข้อมูลล่าช้า

เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ไม่ได้ให้อำนาจ ป.ป.ช. ในติดต่อขอข้อมูลจากต่างประเทศโดยตรง แต่ต้องทำผ่านองค์กรตามกฎหมาย โดยตามขั้นตอนแล้ว ป.ป.ช. ต้องส่งเรื่องผ่านสำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงการต่างประเทศของไทย รวมถึงสถานทูตและกระทรวงยุติธรรมในประเทศนั้นๆ เพื่อขอข้อมูล ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวต้องใช้เวลา 7-8 ครั้งกว่าจะได้ข้อสรุป

นอกจากนี้ ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนและชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐและรัฐวิสาหกิจเท่านั้น แต่ไม่สามารถดำเนินการในส่วนของนายหน้าที่เป็นเอกชนได้ ยกเว้นในข่ายที่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด

แนะควรให้ป.ป.ช.หน่วยงานเดียวสอบ

นายบรรยง พงษ์พานิช กรรมการกลยุทธ์องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และอดีตกรรมการ (บอร์ด) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การสอบสวนกรณีโรลส์-รอยซ์ ในการบินไทยและ ปตท. ควรเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. แต่เพียงผู้เดียว ส่วนทั้ง 2 หน่วยงานควรอยู่ในฐานะผู้สนับสนุนเท่านั้น เพราะไม่มีใครทราบว่าเครือข่ายติดสินบนดังกล่าวต่อเนื่องแค่ไหนและยังมีอยู่หรือไม่

สำหรับการสอบสวนกรณีนี้จนได้ข้อสรุปคาดว่าคงใช้เวลาเป็น 10 ปี เพราะเอสเอฟโอของประเทศอังกฤษก็ต้องใช้เวลาสอบสวนถึง 4 ปีและใช้งบประมาณถึง 13 ล้านปอนด์ ซึ่งเท่ากับงบประมาณของ ป.ป.ช. ในแต่ละปี ดังนั้นจึงควรเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว

เสนอใช้มาตรา 44 ให้อำนาจป.ป.ช.

“ระยะสั้นที่ง่ายที่สุด คือการเพิ่มอำนาจ ป.ป.ช. มีขอบเขตในการสอบสวนได้มากขึ้น ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดและทำได้เลย คือการมอบอำนาจให้ ป.ป.ช. ติดต่อกับทางต่างประเทศโดยตรง ผมจึงเสนอว่าคณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันที่มีนายกฯ เป็นประธานควรเอาเรื่องนี้ออกใช้ ม.44 รวมถึงให้อำนาจ ป.ป.ช. ตรวจสอบบุคคลที่อยู่นอกภาครัฐได้ อย่างไรก็ตามการตรวจสอบต้องยุติธรรมและไม่ลัดขั้นตอน” นายบรรยงกล่าว

นายบรรยง กล่าวว่าป.ป.ช. ควรทำหน้าที่หลักในการตรวจสอบเรื่องนี้ทั้งหมด เพราะ ป.ป.ช. มีอำนาจตามกฎหมายและสามารถขอข้อมูลจากต่างประเทศได้ซึ่งจะทำให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพ ลดความยุ่งยาก รวมถึงโปร่งใสไร้ข้อครหา

ด้านตัวแทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย(สร.กบท.)เปิดเผยในงานเสวนาว่า เห็นด้วยกับแนวคิดของนายบรรยงที่เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจมาตรา 44 แก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เรื่องนี้ปรากฏผลโดยเร็วและสามารถนำคนผิดมาลงโทษ พร้อมสนับสนุนให้ ป.ป.ช. เข้ามาตรวจสอบแทนคณะกรรมการภายในองค์กร เนื่องจากคณะกรรมการตรวจสอบมีความใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูง การตรวจสอบจึงอาจล้มเหลว และไม่สามารถนำตัวคนผิดมาลงโทษได้

ด้านนายสรรเสริญ กล่าวในประเด็นดังกล่าวว่าข้อเสนอใช้ มาตรา 44 เพื่อความรวดเร็วในการขอข้อมูลกับต่างประเทศนั้น เป็นในลักษณะว่า ป.ป.ช.มีอำนาจตรงในการขอข้อมูล แต่มีกฎหมายฉบับหนึ่งที่ให้ผ่านกระบวนการของอัยการ และกระทรวงการต่างประเทศ เป็นมาตรฐานสากล ดังนั้น การใช้มาตรา 44 ตนก็ไม่แน่ใจว่าเป็นกฎหมายที่จะไปยกเว้นขั้นตอนที่กล่าวมาได้หรือไม่ ถ้าได้กระบวนการก็เร็วขึ้น แต่ต้องพิจารณามากพอสมควร เพราะเกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่นๆ

“เทวินทร์”รื้อใหญ่ระบบจัดซื้อจัดจ้าง

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท. กล่าวว่าจากนี้จะทำให้การจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น โดยจะพิจารณาแนวทางการขึ้นทะเบียนคนกลางหรือนายหน้า เพื่อให้รู้ว่าใครเป็นใครถึงจะติดต่อนัดหมายกับเราได้ รวมถึงจะให้คู่ค้าระบุว่าจ่ายค่านายหน้าให้คนกลางเท่าใดเหมือนระเบียบของการบินไทย

นายเทวินทร์ยอมรับว่าที่ผ่านมา ปตท. ยังไม่มีรูปแบบอย่างเป็นทางการ

ด้านนายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เตรียมส่งหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบส่วนข้อเท็จจริงกรณีข้างต้น โดยมีคนกลางหรือหน่วยงานอิสระเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการและจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าในการสอบสวนต่อสาธารณชนอย่างสม่ำเสมอ เช่น ทุกๆ 2 สัปดาห์ เพื่อให้ประชาชนและสังคมช่วยติดตามความคืบหน้ารับรู้ข้อเท็จจริง ป้องกันไม่ให้มีการฮั้ว หรือสมยอมกัน