วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'บิ๊กตู่'ลั่นต้องการผู้ว่าฯมีวิสัยทัศน์ รับยุทธศาสตร์รัฐ

"นายกรัฐมนตรี" ลั่นต้องการผู้ว่าฯมีวิสัยทัศน์-ทำงานตามยุทธศาสตร์รัฐบาล ส่วนการแต่งตั้งยังอยู่ที่มหาดไทย ด้าน“อนุพงษ์” ยันไม่มีสรรหาวิธีพิเศษ

นายกรัฐมนตรีต้องการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาล แต่การแต่งตั้งยังขึ้นกับกระบวนการคัดสรรของกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากที่ผ่านมาแม้รัฐบาลกำหนดนโยบายและแผนงานลงไป ยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (กนจ.) วานนี้ (16 ม.ค.) ว่าได้ชี้แจงทำความเข้าใจว่าการจัดสรรงบประมาณที่จะจัดสรรลงไปในกลุ่มจังหวัด ซึ่งถือเป็นการสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่และจังหวัดว่าประชาชนต้องการอะไรแล้วจัดสรรงบประมาณลงไป โดยเน้นที่การบริหารตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่สอดคล้องกับการลงทุนต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสร้างการลงทุนในพื้นที่ทั้งเรื่องของการขนส่ง โลจิสติกส์ เขตเศรษฐกิจพิเศษ และการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ซึ่งอนาคตต้องพัฒนาให้เกิดการทำการตลาดในเชิงพื้นที่ ลดต้นทุนการผลิตและพัฒนาในภาคส่วนต่างๆ

ทั้งนี้การขับเคลื่อนโครงการต่างๆมีกติกาชัดเจนและได้เน้นย้ำเรื่องการดูแลโครงการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและโปร่งใสมีคณะตรวจสอบอยู่ในพื้นที่อยู่แล้วทั้งภาครัฐและเอกชนจึงมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดการทุจริต

อย่างไรก็ตาม การประชุม กนจ.ในครั้งนี้ เป็นที่จับตาว่าจะมีการกล่าวถึงกรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เสนอให้มีการปรับวิธีการสรรหาผู้ว่าราชการจังหวัดใหม่ โดยเปิดโอกาสให้กับมืออาชีพเข้ามาบริหารในจังหวัดที่มีความซับซ้อนและสำคัญ เพื่อรองรับการได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นของกลุ่มจังหวัด

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ได้หารือกันแล้ว นายสมคิดระบุว่าต่อไปอยากได้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีวิสัยทัศน์มารับผิดชอบจังหวัดสำคัญๆ และมีระยะเวลาการทำงานที่เหมาะสม แต่ทั้งหมดต้องอยู่ในกระบวนการของกระทรวงมหาดไทยที่เขามีการคัดสรรอยู่แล้ว

“ท่านก็ไปบอกเขาว่าท่านต้องการแบบนี้ ต้องไปเขียนว่าที่มีวิสัยทัศน์ในเรื่องการบูรณาการและทำงานตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเข้าไปอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกของเขา ไม่ใช่อยู่ดีๆ นายกฯจะไปสั่งให้คนโน้นคนนี้เป็นแบบนั้นไม่ใช่ เดี๋ยวคนอื่นจะไม่เข้าใจ เวลาเขียนก็ต้องเขียนให้ครบด้วย นี่เป็นเพียงการหารือและเป็นความคิดของนายสมคิดว่าเราควรมีผู้ว่าฯที่เข้มแข็ง มีวิสัยทัศน์ และที่ผ่านมาส่วนใหญ่รัฐบาลจะเป็นคนกำหนดนโยบายและแผนงานลงไปข้างล่าง ข้างล่างจะริเริ่มไม่ได้ วันนี้เราต้องการผู้ว่าฯ ที่ริเริ่มเองได้บ้าง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

“อนุพงษ์”ปัดสรรหาผู้ว่าฯวิธีพิเศษ

ด้านนายกฤษฏา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่วนการเปลี่ยนมาใช้วิธีการการสรรหาจะส่งผลดีหรือผลเสียอย่างไรนั้น ยังไม่ทราบในรายละเอียด แล้วไม่ทราบว่าวิธีพิเศษสรรหาเป็นอย่างไร

“ผมขอให้ออกมาเป็นมติของคณะรัฐมนตรีมาก่อน ขณะเดียวกันก็ต้องยึดตามกฎหมาย และกฎหมายระเบียบ ก.พ.ที่มีอยู่มาใช้ประกอบการดำเนินการ ส่วนบุคคลที่จะสรรหาด้วยวิธีพิเศษจะยังเป็นข้าราชการของกระทรวงมหาดไทยอยู่หรือไม่ ผมก็ยังไม่ทราบ” ปลัด มท. กล่าว

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าสื่อเอาข่าวมาจากไหน แต่รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือกันแล้วเห็นว่าการพัฒนาในเรื่องเศรษฐกิจมีหลายจังหวัดที่จำเป็นต้องมีการคัดเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดที่เหมาะสม เพราะต่อไปจะต้องมีการไปดูแลงบประมาณที่จะลงไปแต่ละพื้นที่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่นั้นจะต้องเก่ง โดยเฉพาะพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงเพียงเท่านี้ ไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องการคัดเลือกแต่อย่างใด

“ผมทราบเพียงเท่านี้ ส่วนนายกรัฐมนตรียังไม่เคยพูด”

เมื่อถามว่ามีกี่จังหวัดที่จะเข้าข่ายใช้วิธีการคัดเลือกผู้ว่าฯ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า “ยังไม่มีทั้งสิ้น ผมเรียนไปเท่าที่ผมเรียนทั้งหมด ท่านจะไปพูดให้มันมีอะไร ผมไม่พูดต่อ ไปเขียนเอาเองแล้วกัน ท่านรองนายกฯ พูดกับผมเท่านี้ ผมก็ไม่มีแนวคิดอะไรพิเศษ นายกฯก็ยังไม่ได้พูดอะไร ความจริงมีเพียงเท่านี้ ท่านอยากจะเขียนนิยายก็เขียนกันเองได้เลย” รมว.มหาดไทย กล่าว

กนจ.อนุมัติงบกลุ่มจังหวัด1.9แสนล้าน

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังประชุมกนจ.ว่า ได้มีมติเห็นชอบให้อนุมัติการจัดสรรงบประมาณให้แก่กลุ่มจังหวัดจากงบประมาณกลางปี 2560 ในโครงการสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจ วงเงิน 1.9 แสนล้านบาท ตามที่คณะกรรมการประชุมเตรียมการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดองได้กลั่นกรองมาแล้วเบื้องต้น

ทั้งนี้งบประมาณที่ได้รับการอนุมัติในการประชุมฯรวมวงเงิน 1.15 แสนล้านบาทแบ่งเป็น 3 กลุ่มได้แก่ 1.งบประมาณการลงทุนของกลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ 8 หมื่นล้านบาท 2.งบประมาณที่จัดสรรให้กับกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเอสเอ็มอีทั่วประเทศวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท โดยงบประมาณในส่วนนี้ได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมมีหน้าที่ในการบริหารจัดการ และ 3.งบประมาณสำหรับการสร้างการเชื่อมโยงกับกลุ่มจังหวัดหรือเป็นงบประมาณที่จะเสริมโครงการของกลุ่มจังหวัดต่างๆให้สามารถพัฒนาได้มากขึ้นวงเงินรวม 1.5 หมื่นล้านบาท โดยรายละเอียดของโครงการต่างๆจะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 17 ม.ค.นี้

คาดเม็ดเงินเข้าระบบเดือนก.พ.

“โครงการที่ได้รับการอนุมัติงบประมาณในการประชุมครั้งนี้ ในส่วนของวงเงิน 8 หมื่นล้านบาทที่มีการอนุมัติให้กับกลุ่มจังหวัด แบ่งโครงการออกเป็นสองบัญชีคือโครงการที่มีความพร้อมมากที่จะดำเนินโครงการโดยมีความสอดคล้องกับนโยบายรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ และโครงการที่มีความพร้อมรองลงมา โดยแบ่งโครงการออกเป็นสี่กลุ่มได้แก่ โครงการด้านการเกษตร โครงการด้านอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และภาคบริการ โดยในที่ประชุมฯได้สั่งการให้กระทรวงการคลังไปดูความพร้อมของการจัดสรรแหล่งเงินทุน โดยเงินต้องเริ่มทยอยลงไปยังระบบเศรษฐกิจได้ภายในเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้”นายสุวิทย์กล่าว

นอกจากนี้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีได้เสนอต่อที่ประชุมว่าหน่วยงานต่างๆควรที่จะมีการเสนอโครงการที่เกี่ยวข้องกับด้านสังคมเข้ามาเพื่อขอใช้งบประมาณในส่วนนี้ด้วยเพื่อให้เกิดการพัฒนาทางสังคมในท้องถิ่นไปควบคู่กัน