"นายกรัฐมนตรี" เผย "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว - พระบรมวงศานุวงศ์" ทุกพระองค์ ทรงห่วงใยประชาชนที่ประสบอุทกภัยภาคใต้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ ทุกพระองค์ ทรงห่วงใยประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ อัญเชิญถุงยังชีพพระราชทาน สิ่งของพระราชทาน และชุดธารน้ำใจสภากาชาด สำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัย
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า โดยเฉพาะความช่วยเหลือของทางราชการ เป็นไปด้วยความยากลำบาก เข้าไปยังไม่ถึงหรือเข้าถึงช้า ซึ่งแต่ละพื้นที่นั้นมีความยากง่ายในการให้การช่วยเหลือที่แตกต่างกัน ส่วนการจะส่งเงินไปประชาชนก็ไม่สามารถนำเงินไปซื้อข้าวของได้ จะส่งข้าวสารไปก็ไม่มีไฟ ไม่มีน้ำ ในการหุงต้ม จึงทำให้ลำบาก ขณะเดียวกันรัฐบาลก็พยายามช่วยเหลือ ตอนนี้มีการบริจาคข้าวชนิดพร้อมรับประทาน ไปแจกจ่ายในพื้นที่บ้างแล้ว นอกจากนี้คณะองคมนตรีได้อัญเชิญพระกระแสรับสั่งฯ เรื่องอุทกภัยภาคใต้มาหารือกับตนที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลก็รับแนวทางพระราชทานดังกล่าวใส่เกล้าใส่กระหม่อม เพื่อนำไปดำเนินการต่อไปปัจจุบันนั้น รัฐบาลยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ และแก้ปัญหาเพื่อลดระดับความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้สถานการณ์ พื้นที่ประสบอุทกภัย ทั้ง 12 จังหวัดภาคใต้ “ดีขึ้น” โดยลำดับ ในห้วงเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จากการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ยังคงต้องเฝ้าระวัง และเตรียมการป้องกันแก้ไขต่อไปอย่าประมาท
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า จากต้นเดือนมกราคม เป็นต้นมา มีฝนตกหนักต่อเนื่อง ซ้ำเติม สถานการณ์อุทกภัย ที่มีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงได้ประกาศยกระดับการจัดการสาธารณภัย จากระดับ 2 ขนาดกลางเป็นระดับ 3 ขนาดใหญ่ โดยได้มีคำสั่งตั้งกลไกการทำงานระดับชาติ และระดับพื้นที่สำหรับบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถทำงานร่วมกันอย่างประสานสอดคล้อง ไม่ซ้ำซ้อน ที่สำคัญคือ สามารถตอบสนองทุกสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที อาทิ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ส่วนกลางที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เพื่อทำหน้าที่ควบคุมบัญชาการสถานการณ์และระดมสรรพกำลังจากทุกกระทรวง ทุกภาคส่วน จากทั่วประเทศ เข้าไปเสริมกำลัง ช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหา และบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องผู้ประสบภัยกว่า 1ล้านคน ราว 3 แสน 7 หมื่นครัวเรือน ใน 12 จังหวัดปัจจุบัน มีกำลังพลจากทุกหน่วย กว่า 4,000 นาย เรือไฟเบอร์และเรือท้องแบน 671 ลำ, รถยนต์บรรทุก 142 คัน, เครื่องผลักดันน้ำ 107 เครื่อง, เครื่องสูบน้ำ 200 เครื่อง, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 16 เครื่อง, รถสูบส่งน้ำระยะไกลแรงดันสูง 18 คัน, รถผลิตน้ำดื่ม 12 คัน, รถไฟส่องสว่าง 11 คัน, สะพานแบลีย์ 3 สะพาน, เฮลิคอปเตอร์ 5 ลำเหล่านี้ เป็นต้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารภัย ส่วนหน้า ณ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี เพื่อดูแลพื้นที่ภาคใต้ตอนบน และเขต 12 สงขลา เพื่อดูแลพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงการปฏิบัติ จากส่วนกลางกับหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ ซึ่งได้มีการจัดตั้งศูนย์ย่อย ในแต่ละจังหวัด เพื่อเกาะติดสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ของตน โดยได้แบ่งพื้นที่การปฏิบัติตามลักษณะ และระดับความรุนแรงของปัญหา เป็น 3 ลักษณะ คือ 1.พื้นที่วิกฤติ 2. พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษและ 3.พื้นที่คลี่คลายเพื่อให้สอดคล้องกับการจัดสรรทรัพยากร เข้าไปดำเนินงาน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งดูแลแก้ไข และจัดการกับปัญหาความเสียหายทุกมิตินอกเหนือจากตัวผู้ประสบภัย ที่มีความต้องการน้ำ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องนอน การรักษา พยาบาล และการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยแล้วยังคงต้องดูแลในเรื่องพื้นที่เกษตรกรรม, โครงสร้างพื้นฐาน “ทุกระบบ” รวมทั้งโทรคมนาคม, สถานประกอบการ , หน่วยงานราชการ , โบราณสถาน และสถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวต่ออีกว่า สำหรับหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้มีมติเห็นชอบตามหลักเกณฑ์ที่เคยปฏิบัติเมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่ กรุงเทพมหานคร และบางจังหวัดในภาคกลางในปี 2554 เช่น การช่วยเหลือผู้เสียชีวิตรายละ 50,000 บาท บ้านเสียหายทั้งหลัง จะสร้างบ้านหลังใหม่ทดแทน ส่วนบ้านที่เสียหายบางส่วนจะมีการซ่อมแซมให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ กลับสู่วิถีชีวิตปกติในเร็ววัน ภายหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลง รวมทั้ง การเยี่ยวยาความเสียหาย พืชผลทางการเกษตร และการซ่อมแซม บูรณะสถานที่ต่างๆ ส่วนศูนย์ช่วยเหลือประชาชนประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ณ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมเงินบริจาคของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เพื่อจัดส่งให้จังหวัด หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการใช้จ่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ โดยประชาชนในทุกภาคส่วน หากประสงค์จะช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนในครั้งนี้ สามารถบริจาคเงินเข้า “กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย” สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือภาคีเครือข่ายอีก 3 แห่งได้แก่ กองทัพเรือ, การยางแห่งประเทศไทย และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (บัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทำเนียบรัฐบาล เลขที่บัญชี 067-0-06895-0) ซึ่งผู้ร่วมบริจาคสามารถนำใบเสร็จรับเงินการบริจาคฯ ณ ศูนย์ ของรัฐบาล และช่องทางอื่นๆ เป็นเอกสารสำหรับการขอลดหย่อนภาษีได้นะครับ 1.5 เท่า ของยอดเงินบริจาคอีกด้วย กรณีที่มีข้อสงสัย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ที่ สายด่วน 1111
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า เพื่อให้การดูแลทุกข์สุขพี่น้องผู้ประสบภัยมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง ได้ขยายวงเงินทดรองราชการ ในอำนาจอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพิ่มอีก 50 ล้านบาทรวมเป็นวงเงิน 150 ล้านบาท และในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด พื้นที่ภาคใต้ ที่ประสบอุทกภัย อีก 50 ล้านบาท รวมเป็นวงเงิน 100 ล้านบาทต่อจังหวัด เนื่องจากยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องและขยายวงกว้าง สำหรับใช้จ่าย ซื้อวัสดุ อุปกรณ์ หรือยานพาหนะพิเศษ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการช่วยเหลือด้านต่างๆ รวมถึงความจำเป็นในการจัดส่งเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับ ประชาชนในพื้นที่ที่น้ำท่วมสูงอย่าง รุนแรง มีน้ำป่าไหลเชี่ยวกราก ดินโคลนถล่ม เป็นต้น
“ขอขอบคุณคนไทยทุกคน รวมทั้งเอกชนทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมกันแสดงน้ำใจ เห็นอกเห็นใจ พี่น้องชาวใต้ อีกทั้งร่วมกันบริจาคสิ่งของ เครื่องใช้ที่จำเป็น และปัจจัยในการดำรงชีวิตต่างๆ สำหรับผู้ประสบภัย อยู่ในอยู่ขณะนี้ และขอเป็นกำลังใจ ให้กับเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร ป้องกันภัยและผู้อาสาสมัครทุกคน ที่ทุ่มเทเสียสละการทำงาน ด้วยความสำนึกที่ว่า ประชาชนรอการช่วยเหลืออยู่ข้างหน้า แม้นาที่เดียว ก็ไม่อาจรอได้ ทั้งนี้ขอให้ใช้ความระมัดระวัง และความไม่ประมาท ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ และขอให้ทุกคนปลอดภัย มีสวัสดิภาพ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัยขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสาร การแจ้งเตือนจากทางราชการ อย่างใกล้ชิด และขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำ และให้ความช่วยเหลือกับเจ้าหน้าที่ด้วยทั้งนี้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของทุกๆ คน ซึ่งจะช่วยให้ทางราชการสามารถปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการดูแลคนใกล้ชิด สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ ให้อยู่ในสายตาตลอดเวลานะครับ รัฐบาลเองก็จะเฝ้าติดตามสถานการณ์และทำหน้าที่ของรัฐบาลให้ดีที่สุด ส่วนการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเก็บข้อมูล เพื่อเป็นแผนบทเรียนกรณีศึกษาแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะการบริหารจัดการเกี่ยวกับการก่อสร้างถนนใหม่ การซ่อมถนนเดิม ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการกีดขวางทางน้ำมีร่องระบายน้ำ มีสะพานต่างๆ ที่สามารถทำให้น้ำไหลลงจากภูเขาสู่ทะเลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สำหรับถนนใหม่นั้น อาจจะต้องมีการสร้างถนนที่อยู่ด้านบน มีสะพาน หรือช่องทางน้ำไหล หรือมีการสร้างอุโมงค์ทางลอดน้ำอยู่ด้านล่าง ทั้งนี้เพื่อให้น้ำระบายผ่านลงสู่ทะเลสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมในปัจจุบันนะครับ เราจึงจะแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ได้อย่างยั่งยืน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันนี้สภาพจังหวัดต่างๆอาจจะทุกจังหวัด ได้มีการขยายตัวเมืองมากขึ้น ประชาชนมากขึ้น ส่งผลให้มีการก่อสร้าง ซึ่งอาจจะไม่เป็นไปตามผังเมือง หรือตามกฎหมายควบคุมอาคารที่มีอยู่ หรือไปสร้างในพื้นที่ ที่ไม่เหมาะสมไปขวางทางน้ำไหลลงสู่ทะเล สู่ร่องหรือทางระบายน้ำตามธรรมชาติ จึงมีความยากลำบาก ที่ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำเอ่อล้น ดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้กรุงเทพก็เช่นเดียวกัน





