วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เอกชนนำเข้าชิ้นส่วนเบนซ์สมเด็จช่วง' ขึ้นศาลให้การปฏิเสธ

"3 เอกชนนำเข้าชิ้นส่วนรถเบนซ์สมเด็จช่วง" ขึ้นศาลให้การปฏิเสธสู้คดีอัยการ ฟ้องร่วมจดแจ้งข้อความเท็จเลี่ยงจ่ายภาษี นัดตรวจหลักฐาน 20 มี.ค.นี้

ที่ห้องเวรชี้ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 13 ม.ค.60 เวลา 11.45 น. ศาลได้นัดสอบคำให้การจำเลยคดีเลี่ยงภาษีรถเบนซ์โบราณหมายเลขดำ อ.83/2560 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายเกษมศักดิ์ หรืออ๊อด ภวังคนันท์ อายุ 70 ปี หุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) ซึ่งนำเข้าชิ้นส่วนรถโบราณ , นาย เมธีนันท์ หรือชลัส นิติฐิติวงษ์ อายุ 46 ปี ผู้ดำเนินการนำเอกสารชุดประกอบรถยนต์ไปชำระภาษีสรรพสามิต และ นายสมนึก บุญประไพ อายุ 46 ปี ผู้นำเอกสารรถยนต์ยื่นต่อกรมการขนส่งทางบก เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดจดแจ้งข้อความเท็จเพื่อหลักเลี่ยงภาษีอากร , ปลอมเอกสารและเอกสารสิทธิและใช้ออกสารปลอม และข้อหาอื่นๆ รวม 6 ข้อหาตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469, พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 267 และ 268

โดยอัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา ระบุพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างเดือน ต.ค.53 ถึงวันที่ 11 ธ.ค.54 มีคนร้ายร่วมกันลักลอบนำโครงรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น 300 พร้อมชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 245,115 บาท ซึ่งเป็นของที่ผลิตในต่างประเทศที่ยังไม่ได้เสียภาษี และยังไม่ได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง เข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งต้องเสียภาษีรวมเป็นเงิน 392,133 บาท โดยหลังจากที่มีผู้ลักลอบนำของหนีภาษีดังกล่าวเข้ามาแล้ว จำเลยที่ 1 กับพวก ได้ร่วมกันครอบครองสิ่งของดังกล่าวไว้โดยผิดกฎหมาย กระทั่งวันที่ 7 มี.ค.59 พนักงานสอบสวนได้ยึดรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น 300 บี เปิดประทุน หมายเลขตัวรถ 18601400420/53 หมายเลขทะเบียน งค 1560 กรุงเทพมหานคร ได้จำนวน 1 คัน ซึ่งรถดังกล่าวเกิดจากการนำโครงรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น 300 และชิ้นส่วน 1 ชุด มาประกอบเข้าด้วยกัน ซึ่งจำเลยที่ 1 กับพวก เป็นผู้ลักลอบนำชิ้นส่วนรถยนต์ดังกล่าวที่หลีกเลี่ยงการเสียภาษีเข้ามาโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีรวมจำนวน 392,133 บาท โดยระหว่างนั้นเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.54 จำเลยทั้งสามยังร่วมกันปลอมเอกสารรวม 17 ฉบับ เพื่อไปดำเนินการจดทะเบียนและโอนรถยนต์ รวมทั้งการจัดทำหนังสือยินยอมซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมในการเปลี่ยนหมายเลขทะเบียนรถด้วย อีกทั้งยังร่วมกันแจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงานสรรพสามิตในแบบแจ้งราคาขายจำนวน 570,000 บาท ทั้งที่ความจริงรถยนต์นั้นราคาขาย 4 ล้านบาท เพื่อจะหลีกเลี่ยงการเสียภาษีสรรพสามิตให้ต่ำกว่าความเป็นจริงที่จะต้องเสียเป็นมูลค่า 1.6 ล้านบาท โดยมีการชำระภาษีสรรพสามิตเพียงจำนวน 250,800 บาท

และระหว่างวันที่ 18 – 26 ส.ค.54 จำเลยทั้งสามยังร่วมกันแจ้งเจ้าพนักงาน สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 5 กรมการขนส่งทางบก จดข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบคำขอจดทะเบียนรถอีกด้วย โดยระบุว่า รถยนต์คันดังกล่าวมีการประกอบรถจากโครงรถ, ชิ้นส่วนอุปกรณ์ และเครื่องยนต์เก่าที่มีการนำเข้ามาโดยถูกต้องตามกฎหมาย แล้วมีการซื้อกันต่อมาโดยถูกต้อง โดยนางกาญจนา มากเหมือน เป็นผู้ซื้อมาคนสุดท้าย และเป็นผู้ประกอบรถยนต์ดังกล่าว แล้วโอนขายให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญญมหาเถร ป.ธ.9 ) โดยมีบริษัท ช.ธนพลวิศวะกิจ จำกัด ยินยอมให้ใช้หมายเลขทะเบียน ทั้งที่ความจริงไม่มีการนำเข้าโดยถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งนางกาญจนาและ บจก.ช.ธนพลวิศวะกิจ ไม่ได้มอบอำนาจให้จดทะเบียนรวมทั้งโอนขายรถยนต์ดังกล่าว เหตุเกิดที่แขวงจอมพล เขตจตุจักร, แขวงและเขตตลิ่งชัน กทม. ชั้นสอบสวนนายเกษมศักดิ์และนายเมธีนันท์ จำเลยที่ 1-2 ให้การปฏิเสธ ส่วนนายสมนึก จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาปลอมเอกสาร

ทั้งนี้ ท้ายฟ้องอัยการขอให้ศาลสั่งริบของกลางที่เป็นชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น 300 จำนวน 1 ชุด และเครื่องยนต์ 1 เครื่อง ที่ประกอบเป็นรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น 300 บี เปิดประทุน กับโครงรถยนต์อีก 1 โครง

โดยศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยทั้งสามแล้วสอบคำให้การ ซึ่งจำเลยทั้งสามแถลงให้การปฏิเสธสู้คดี ศาลจึงนัดตรวจหลักฐานในวันที่ 20 มี.ค.นี้ เวลา 13.30 น.