“สมคิด”เผยรัฐจ่อต่ออายุมาตรการลงทุนเอกชน หลังเศรษฐกิจฟื้นต่างชาติสนใจเข้าลงทุน เงื่อนไขต้องเพิ่มวงเงินลงทุนมากขึ้น จี้2กรมภาษีเพิ่มรายได้
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการทำงานในปี 2560 แก่ผู้บริหารกระทรวงการคลังวานนี้ (5 ม.ค.) ว่ารัฐบาลมีนโยบายจะต่ออายุมาตรการเร่งรัดการลงทุนภาคเอกชน จากเดิมที่ครบอายุเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2559 ที่ผ่านมา หลังสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น นักลงทุนเตรียมจะลงทุนในไทย โดยทางหอการค้าญี่ปุ่นได้ส่งหนังสือถึงนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยากจะเข้าลงทุนในไทยเพิ่ม แต่ขอให้ขยายเวลาการหักลดหย่อนภาษีด้วย
“เดิมทีทางรัฐมนตรีคลังจะไม่ต่ออายุมาตรการลงทุน แต่ตอนนี้ใจอ่อนแล้วเตรียมทำเรื่องเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) แต่มีเงื่อนไขการต่ออายุ เช่นต้องลงทุนเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งจะต่ออายุออกไปนานแค่ไหนนั้น อยู่ที่รัฐมนตรีคลัง”
ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวเปิดให้หักค่าเสื่อมราคาได้ 2 เท่า ในปี 2559 สำหรับการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในทรัพย์สินใหม่ ภายในวันที่ 31 ธ.ค.2559 ได้แก่เครื่องจักร ส่วนประกอบ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ยานพาหนะ และอาคารถาวร ไม่รวมที่ดิน และอาคารที่ถาวรที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัย
การที่นักลงทุนเอกชนตัดสินใจลงทุนในไทย สะท้อนว่านักลงทุนมองภาพเศรษฐกิจไทยดีขึ้น ถ้าการเมืองยังไปได้ดี มั่นใจว่าเศรษฐกิจในปี 2560 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้ 4% เห็นได้จากตลาดหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วง 2 วันทำการตั้งแต่เปิดทำการหลังปีใหม่ เกิดจากเงินทุนจากสหรัฐที่ไหลมาทางเอเชีย ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นักลงทุนให้ความสนใจ
เขากล่าวต่อว่า ได้มอบนโยบายเศรษฐกิจ3-4เรื่องให้ผู้บริหารกระทรวงการคลัง โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิตไปหาแนวทางหารายได้เพิ่ม เพราะเมื่อต่อไปจะมีการใช้จ่ายมากขึ้น ก็ต้องหารายได้เข้ามาเพิ่มด้วย โดยปีงบประมาณ 2561 คาดว่าจะมีการจัดเก็บรายได้ประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายมากเป็นเท่าตัว ส่วนรายได้จะมาจากไหนบ้างนั้น แต่ละกรมมีแนวทางอยู่แล้วเพียงแต่ที่ผ่านมายังกล้าๆกลัวๆที่จะเสนอ ก็ให้เวลา 3 เดือนในการไปพิจารณาแนวทางมา
นอกจากนี้ยังมอบให้สศค.เป็นเจ้าภาพเรื่องมาตรการดูแลสังคมผู้สูงอายุ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีมาตรการออกมาหลายส่วน แต่ออกมาเป็นชิ้นๆ ต้องการให้ออกมาเป็นแพ็คเกจและมีเจ้าภาพที่เจน โดยให้ไปดูว่าจะทำอะไรบ้างและหาเงินจากไหนมาดูแล ประสานกับหน่วยงานอื่นๆ เช่นการเคหะแห่งชาติ สถานพยาบาล ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เป็นต้น
ขณะเดียวกันก็ให้สศค.ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) กองทุนหมู่บ้านไปดูเรื่องการตั้งธนาคารที่ดิน เพื่อช่วยเหลือชุมชน ให้มีแหล่งเงินทุนโดยใช้ที่ดินเป็นหลักทรัพย์มาฝากไว้ มีลักษณะคล้ายบรรษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ เอเอ็มซี เพื่อจะได้ไม่ต้องไปกู้หนี้นอกระบบ หรือนำที่ดินไปขาย ซึ่งอยากให้เกิดขึ้นภายในปีนี้
“ปลายเดือนนี้มาตรการแก้หนี้นอกระบบจะมีแคมเปญใหญ่ออกมา จะมีการดูแลทั้งส่วนเจ้าหนี้และลูกหนี้ มีกฎหมายออกมาบังคับใช้ชัดเจน ปีนี้จึงจะเป็นปีที่ชาวบ้านไม่จำเป็นต้องกู้เงินนอกระบบ ส่วนเรื่องการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย หรือ เนกาทีฟอินคัมแท็กนั้น ก็จะมีการช่วยเหลือเป็นกลุ่มเฉพาะ และมีเงื่อนไข เช่นช่วยแล้ว อยากให้กลุ่มนั้นทำอะไรบ้างเป็นต้น”
“รัฐบาลมีเวลาทำงาน 1ปีกว่า จึงอยากให้มีการจัดลำดับความสำคัญของนโยบายที่จะทำ และมีหลักมีเจ้าภาพที่ชัดเจนในการประสานและติดตามงาน โดยจะมีการตรวจการบ้านในอีก 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งใครทำงานดี ตอนโยกย้ายก็ได้ดี ใครทำดีก็ได้อยู่ต่อ โดยนโยบายสำคัญๆส่วนใหญ่ก็จะออกมาในปีนี้แทบทั้งนั้น เช่นพ.ร.บ.การกำกับรัฐวิสาหกิจเป็นต้น “
เขากล่าวถึงเรื่องที่มีการเสนอให้ยกระดับสภาพัฒน์ฯ เป็นกระทรวงว่า สภาพัฒน์ฯควรจะมีการยกระดับองค์กรให้แข็งแรงขึ้น ซึ่งในอดีตสภาพัฒน์แข็งแรงมากในการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวให้ประเทศ แต่ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการขาดคน มีคนน้อย ก็ต้องมีการเสริมฐานให้แข็งแรง มีการยกระดับองค์กร โดยการเพิ่มคนก่อน เพราะถึงแม้จะตั้งเป็นกระทรวงแต่ไม่มีคน ก็ไม่แข็งแรง





