สนช.เตรียมชงข้อบังคับการประชุมใหม่เดือน ม.ค.นี้ รองรับตั้งกมธ.ถกกม.ลูก เล็งไม่เซทซีโรพรรคการเมือง-องค์กรอิสระ ห่วงไร้คนทำงานเกิดผลกระทบ
ยืนยันแก้เนื้อหากฎหมายลูกของกรธ.ได้ทุกมาตรา หากไม่ขัดหลักการของรธน.
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)คนที่หนึ่งและประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อการจัเทำร่างรัฐธรรมนูญของสนช.เปิดเผยว่าเวลานี้ได้มีการประสานงานเกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจาณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน10ฉบับไว้แล้ว โดยที่คิดไว้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯหนึ่งคณะจะมีกรรมาธิการไม่เกิน30คน มาจากสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี6คน จะเหลือของสนช.ไม่เกิน24คน เมื่อคำนวณแล้วน่าจะใช้จำนวนสมาชิกสนช.ในการทำงานทั้งหมด 240 คน
นายสุรชัย กล่าวอีกว่า ส่วนตัวคิดว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญฯในสัดส่วนของสนช.อาจจะไม่ตั้งสมาชิกสนช.ไปเป็นกรรมาธิการทั้งหมด แต่จะดึงผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้นๆเข้ามาช่วยงาน2-3คนต่อคณะ จึงคิดว่าจะมีสมาชิกสนช.จริงๆที่ไปทำหน้าที่ดังกล่าวประมาณ220คน ขณะเดียวกัน ในเรื่องนี้จะมีการเสนอข้อบังคับการประชุมสนช.ฉบับใหม่เข้าสู่ที่ประชุมสนช.หลังปีใหม่ภายในเดือนม.ค.2560เพื่อรองรับการทำงานเกี่ยวกับการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนตัวมีการวางหลักการเกี่ยวกับการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและองค์กรอิสระอย่างไร จะถึงขึ้นมีการให้เซทซีโรซึ่งเป็นการแก้ไขหลักการของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)หรือไม่ นายสุรชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ได้มอบหมายให้ทีมงานได้ศึกษามาโดยตลอด โดยมีการเปรียบเทียบในเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆระหว่างรัฐธรรมนูญฉบับเก่ากับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อหาเหตุผลว่าทำไมถึงต้องมีการตั้งคุณสมบัติให้สูงขนาดนั้น. ซึ่งคุณสมบัติบางข้อถึงขนาดที่มีคนออกมาวิจารณ์เลยว่าที่สุดจะหาคนมาสมัครไม่ได้เลย เราก็พยายามศึกษาดูว่ามันเป็นจริงหรือไม่ เพราะที่สุดแล้วแทนที่จะเป็นประโยชน์ในการกำหนดคุณสมบัติสูงๆเพื่อเป็นประโยชน์กับบ้านเมืองที่จะได้คนดี และที่สุดก็หาไม่ได้ มันใช่อย่างที่เขาวิจารณ์กันหรือไม่
นายสุรชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ เรายังศึกษาเปรียบเทียบดูว่าถ้าถือหลักเกณฑ์แบบเข้มงวดเลย พอรัฐธรรมนูญบังคับใช้แล้วองค์กรอิสระจะเหลือคนทำงานอีกกี่คน ก็ต้องลงไปดูบางองค์กรเหลือคนเดียวอย่างนี้ ซึ่งมันทำงานต่อไปไม่ได้ หรือถ้าทำงานต่อไปภายใต้คุณสมบัติเดิมที่เขามาโดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญเก่า มันจะมีอะไรจะเสียหายกับบ้านเมืองหรือไม่ นี่คือสิ่งที่เรากำลังศึกษาวิเคราะห์อยู่เพื่อการนำไปสู่การตัดสินใจว่าร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญควรมีบทเฉพาะกาลหรือไม่ในเรื่องเซทซีโร
นายสุรชัย ยังกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีเซทซีโรพรรคการเมืองหรือไม่นั้น ส่วนตัวคิดว่าไม่ควรจะไปเซทซีโรพรรคการเมือง เพียงแต่ว่าอะไรที่มันจัดระเบียบเพื่อให้เกิดการปฏิรูปได้ระดับหนึ่งก็ควรทำไปและกำหนดระยะเวลาหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านให้พรรคการเมือง ขณะเดียวกัน เห็นว่าในรายละเอียดของกฎหมายพรรคการเมืองอย่างเรื่องการจ่ายค่าสมาชิกพรรคการเมืองนั้นมีบางพรรคการเมืองมาให้ข้อมูลว่าสมมติมีสมาชิกพรรคการเมืองจำนวน1ล้านคน และบอกให้พรรคการเมืองส่งจดหมายไปเก็บเงินจากสมาชิกนั้นจะมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะหากส่งจดหมายติดแสตมป์ฉบับละ5บาท จะต้องใช้เงินถึง5ล้านบาท เพื่อเก็บค่าสมาชิกพรรคการเมืองคนละ100บาท ซึ่งมัน เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากหากจะเริ่มต้นดำเนินการในทันทีทันใด
นายสุรชัย กล่าวว่า คงต้องฟังความเป็นไปได้ระหว่างความคิดที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกับความเป็นจริงในการที่จะเปลี่ยนแปลงสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ไม่ชอบประเภทที่ใช้ทฤษฎีอย่างเดียว แต่ในทางปฏิบัติกลับปฏิบัติไม่ได้ เราก็ต้องมองโลกในความเป็นจริงด้วย ตรงนี้ คือ สิ่งที่เรากำลังมองและเก็บข้อมูลอยู่ พอร่างกฎหมายเหล่านี้ส่งมาถึงสนช.คงจะมีข้อมูลมากพอระดับหนึ่งที่จะสามารถพูดคุยกับคณะกรรมาธิการได้ทุกคณะเลยว่าเรื่องนี้มีอะไรบ้างที่ต้องเอามาคิดเพื่อประกอบการตัดสินใจในการทำงาน
ผู้สื่อข่าวถามว่า สนช.สามารถแก้ไขร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ส่งมาจากกรธ.ได้หรือไม่อย่างไร นายสุรชัย กล่าวว่า แก้ไขได้แต่จะทิ้งหลักการในรัฐธรรมนูญไม่ได้ ในเรื่องหลักการก็ต้องพิจารณาไปตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่ในเรื่องละเอียดสามารถแก้ไขและเห็นต่างได้ อย่างไรก็ตาม หากสนช.แก้ไขร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของกรธ.และอีกฝ่ายไม่เห็นด้วยก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน ซึ่งส่วนตัวมองว่าหากในอนาคตการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญถึงขั้นมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเราไม่ได้มีการซูเอี๋ยกันแต่อย่างใด
“ต่างคนต่างมีอิสระทางความคิดในการทำงาน กรธ.ท่านก็มีอิสระทางความคิดที่ขณะนี้ท่านจะร่างอย่างไรก็ร่างไป แต่พอเรื่องมาถึงผม ผมก็ต้องมีอิสระของผมในการพิจารณาว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง ถ้าเห็นต่างผมก็แก้” นายสุรชัย กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ถึงที่สุดแล้วหากสนช.มีมติไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญใครจะเป็นผู้ดำเนินการยกร่างร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายสุรชัย กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นกรธ.เพราะถ้ากรธ.ไม่ยกร่างแล้วใครจะดำเนินการ เพียงแต่ครั้งนี้เจอปัญหาที่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเอาไว้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดแค่กรอบการทำงานให้กรธ.ต้องดำเนินการต้องส่งร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญให้สนช.ภายใน240วันเท่านั้น อย่างไรก็ตาม คิดว่าการที่ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านสนช.เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะต้องใช้เสียงสนช.มากกว่า2ใน3
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าบ้านเมืองจะดีขึ้นหรือไม่ภายหลังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญและร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง10ฉบับ นายสุรชัย กล่าวว่า พยายามตั้งความหวังและอยากให้เป็นแบบนั้น เพราะมิเช่นนั้นสิ่งที่เรา ณ วันนี้มันก็สูญเปล่า





