วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อัศวิน'รุกหนักเดินหน้าเก็บภาษีที่ดินทุกพื้นที่ในกทม.

"อัศวิน" รุกหนักเดินหน้าปี60 เก็บภาษีที่ดินเขตกทม.ทุกพื้นที่ หลังพบที่ดินรกร้างจำนวนมากเบี้ยวจ่ายภาษี ส่งผลทำให้สูญเสียรายได้ปีละหลายพันล้าน

จากภารกิจของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ กทม.ต้องวางแผนการจัดเก็บรายได้เพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจ โดยมีแนวคิดในการจัดเข้มงวดกับการจัดเก็บภาษีที่ดิน ภาษีป้าย ไม่ให้ตกหล่นเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งประมาณการว่ามีความเสียหายหลักพันล้านบาท

ขณะที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ได้ประมาณ 2 เดือน ได้มีนโยบายที่จะจัดเก็บรายได้ให้มีประสิทธิภาพ และตั้งเป้าจัดเก็บเพิ่มขึ้น 10% จากปีที่ผ่านมา

พล.ต.อ.อัศวิน ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ว่า การจัดการหารายได้เข้า กทม. ในปี 2560 จะมีการเก็บภาษีต่างๆ เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีสรรพสามิต ภาษีป้าย ที่เราต้องเก็บให้เข้าเป้า ซึ่งที่ผ่านมาเรามีการเก็บภาษีแต่ไม่ครบ เช่น ที่ดินรกร้างก็ไม่ได้เสียภาษีเลย ที่ดิน กทม.แพงแต่ไม่มาเสียภาษี โดยการเก็บภาษีในปี 2559 กทม. เก็บได้ 7.6 หมื่นล้านบาท

“ในปี 2560 กทม.หวังจะสามารถจัดเก็บภาษีให้ครบหรือเก็บให้ได้มากกว่าปี 2559 อีก 10% น่าจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะการที่เก็บไม่ครบนั้น ทำให้ กทม. สูญเสียงบประมาณตรงนี้ปีหนึ่งก็หลายพันล้านบาท”

โดยเงิน 7.6 หมื่นล้านบาท กทม. ได้นำไปเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ ประมาณกว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเหลืองบผูกพันที่จะนำไปใช้ได้ประมาณกว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วก็ไม่พอ ผมคิดว่างบที่มีอยู่ก็น่าพอ คงไม่คิดทำโครงการมาเพิ่ม เพียงแต่สานงานเก่าที่ปล่อยไว้ให้รกร้างว่างเปล่า ปัดฝุ่นมาใช้หมด

ยันไม่เก็บภาษีย้อนหลัง

ขณะเดียวกัน กทม. คงไม่ไปดูการเก็บภาษีย้อนหลัง แต่จะเริ่มเก็บใหม่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นอกจากจะเป็นการหารายได้เข้า กทม. เพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นเรื่องของความปลอดภัย เพราะคนรวยบางคนที่ไม่รู้ว่าที่ดินของตนเองอยู่ตรงไหนหรือบางคนที่ทำงานต่างประเทศจนไม่มาสนใจที่ดินของตัวเอง ก็ปล่อยให้ที่ดินหรืออาคารรกร้างว่างเปล่า ก็จะทำให้มีการก่อเหตุอาชญากรรมได้ง่ายและมากขึ้นด้วย เราจึงต้องเดินหน้าเรื่องนี้ให้ทั่วถึง

เล็งปรับเพิ่มภาษีป้าย

ส่วนภาษีป้าย บ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่เก็บภาษีได้ไม่ทั่วถึง จึงทำให้บางป้ายของเอกชนไม่ได้เสียภาษี เพราะบางครั้งอาจจะเป็นพรรคพวกกัน แต่เรื่องนโยบายของการเก็บภาษีป้ายเพิ่มนั้น คงไม่มีการปรับขึ้นเพียงแต่เก็บให้ครบพอ ทำให้เพิ่มเงินได้มาก ส่วนรายได้จากการประมูลป้ายตามป้ายรถเมล์นั้น ตอนนี้ยกเลิกหมดแล้ว เพราะยังฟ้องกันอยู่ ซึ่งทำให้ยังไม่ได้ภาษีป้ายรถเมล์มาปีกว่าแล้ว แต่อีกสักพักอาจจะเปิดประมูลป้ายใหม่ได้ ขณะที่ตู้โทรศัพท์ เราก็เอาออกหมดแล้ว ซึ่งตู้ไหนมีสัญญาก็ต้องคงไว้ แต่ถ้าไม่มีสัญญาก็เอาออก ผมใช้เวลาเพียง 1 เดือน สามารถรื้อออกหลายหมื่นตู้แล้ว ตอนนี้เหลือ 400 กว่าตู้ที่จะมีผลผูกพันและทำการฟ้องร้องกันอยู่ หากเขตไหนรื้อออกไม่ได้ ผมก็สั่งย้ายผู้อำนวยการเขตทันที และหาคนอื่นมาทำแทน

รับมีแผนเก็บค่าบำบัดน้ำเสียปชช.

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวอีกว่า ขณะนี้กำลังมีแผนจัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสียเพิ่มกับประชาชน เพราะน้ำต้องบำบัดไม่เช่นนั้นก็ไม่สะอาด กำลังคุยกับการประปา เพื่อให้เก็บพร้อมกันเลย โดยค่าบำบัดน้ำเพียงไม่กี่บาท ที่ประชาชนและภาคธุรกิจจะต้องจ่าย แต่จะจ่ายในอัตราที่ไม่เท่ากัน เนื่องจากประชาชนเป็นเพียงผู้ใช้น้ำไม่มาก แต่ภาคธุรกิจมีการใช้น้ำมากและยังปล่อยน้ำเสียออกมาด้วย ซึ่งเรื่องนี้กำลังอยู่ระหว่างการหารือกันว่า ควรจะเก็บในราคาที่เท่าใด

ทั้งนี้แผนที่จะเก็บค่าบำบัดน้ำเสีย กทม. จะดำเนินการในปี 2560 ซึ่งไม่ได้มากมาย เพราะทั่วโลกก็มีการเก็บกัน แต่ประเทศไทยที่ไม่เคยเก็บเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราต้องมีส่วนร่วมกันในสังคม

นอกจากนี้ ยังต้องมาดูเกี่ยวกับการใช้งบประมาณด้วย เพราะมีอีกหลายๆ อย่างในเรื่องการใช้งบ เช่น การจัดงานอีเว้นท์ต่างๆ การดูงานต่างประเทศ ที่ผมพยายามต้องดำเนินการให้ทำลดลง เพราะผมมองว่าอย่างการดูงานต่างประเทศไม่ได้ประโยชน์อะไรมากมาย ปีหนึ่งใช้งบหลายร้อยล้านบาท ส่วนจัดงานต่างๆ ก็จำเป็นในบางส่วน อีกทั้งการจะปรับปรุงหรือซ่อมบำรุงอะไรก็ต้องมีเหตุมีผล ใช้เงินต้องมีเหตุผล เงินภาษีประชาชนทั้งนั้น ผมอยากให้ใช้เงินอย่างประหยัด

“ผมไม่ได้เป็นคนไปของบประมาณ เพราะมีการขอไว้ให้เสร็จตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.2559 แต่ผมเข้ามาทำงานวันที่ 18 ต.ค.2559 ดังนั้น การของบนั้นเรียบร้อยไปหมดแล้ว ซึ่งผมก็มีหน้าที่ที่จะพยายามบริหารงบที่มีอยู่ตรงนี้ให้คุ้มค่าที่สุด และนำของหรือทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็น่าเสียดาย”

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า ส่วนเรื่องแฟลตต่างๆ ของ กทม. ที่สร้างไว้นานแล้วแต่ยังไม่ได้นำมาใช้นั้น ตอนนี้ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะให้ข้าราชการและลูกจ้าง กทม. ได้เข้าอยู่อาศัยได้ ซึ่งมีจำนวน 700 ห้อง สร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2552 ใช้งบประมาณ 3-4 ร้อยล้านบาท สร้างเสร็จก็ไม่เอาคนไปอยู่ สร้างทิ้งไว้ พอผมเข้ามารับตำแหน่งจึงรีบดำเนินการทันที ตอนแรกเขาบอกว่า ต้องใช้เวลา 2 เดือน ในการดำเนินเรื่องน้ำประปาและไฟฟ้า ผมบอกไม่ต้อง คุยกับผู้ว่าการไฟฟ้าและผู้ว่าการประปา ก็เสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว ตอนนี้สามารถเข้าอยู่ได้หมด ใช้เวลาแค่อาทิตย์เดียว

อีกทั้งยังมีตึก อาคารของ กทม. ที่สร้างทิ้งไว้อีกเยอะ ของบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด ที่ซอยรามคำแหง 40 ตึกฝักข้าวโพดที่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่าฯ กทม. สร้างไว้ แต่มีปัญหาที่ด้านหน้าตึกจะทำพลาซ่าซึ่งทำไม่ได้ เลยทำให้คาไว้อย่างนั้น ซึ่งผมกำลังสั่งให้ไปดูอยู่ หากข้อกฎหมายสามารถให้ข้าราชการเข้าอยู่ได้ ก็อาจจะทำ ปล่อยให้อยู่เฉยๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะเงินก็เสียไปแล้ว ดูตามเหตุตามผลว่าจะทำอะไร

“แฟลตผมไม่ได้ลงทุนอะไรเลย เพียงแค่ใครมาอยู่ก็ขอให้ช่วยออกค่ามิเตอร์ไม่กี่บาท แต่ผลตอบรับก็มีคนต้องการสูง เพราะที่พักไม่เพียงพอ คนทำงานใน กทม. ที่พักหายาก”

ส่วนโครงการก่อสร้างปรับปรุงอาคารหอประชุม สภากรุงเทพมหานคร ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง จำนวน 33 ชั้น สร้างมา 26 ปีแล้ว ใช้งบ 6 พันกว่าล้านบาท ตอนนี้ยังอยู่ไม่ได้ แต่ผมได้สั่งไปว่า ต้นปี 2560 ต้องเข้าอยู่ได้แล้ว โดยนำเป็นออฟฟิศของ กทม. ให้หน่วยงานต่างๆ ของ กทม. มาเช่าอยู่ ส่วนโรงฆ่าสัตว์ ก็ไม่ได้ใช้มา 15 ปี คาดว่าเดือน ม.ค.2560 จะให้ใช้ได้ 1 พันกว่าล้าน เอาไปทิ้งไว้เฉยๆ ผมไม่เข้าใจ

เรื่องบ่อบำบัดน้ำเสีย ในบางที่ก็ให้ยกเลิกไปเลย นานจัด อนุมัติเงินตั้งนานแต่ไม่ทำกัน มีศูนย์เรียนรู้ มีห้องสมุด ที่ไม่เคยใช้เลยหลายแห่ง พวกสนามลอนโบว์ สนามเทนนิสคอร์ดดิน อยู่ที่สวนรถไฟ วัตถุประสงค์ของแต่ละโครงการนั้นดี แต่ไม่มีคนทำต่อ พอทำเสร็จก็ปล่อยทิ้งไว้ อีกทั้งทำให้แต่ละคนที่เข้ามาทำงานตรงนี้ก็ไม่รู้ว่ามีโครงการนี้ด้วยหรือไม่ เสียดายของที่มีอยู่

“ผมจะรื้อระบบเก่าๆ มาปรับใหม่เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะว่าหากปล่อยทิ้งไว้จะเสียดาย จากการตรวจสอบพบว่า ทรัพย์สินของ กทม. มีอยู่เยอะ แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ มีการก่อสร้างและทุนไว้ พอเสร็จแล้วก็ปล่อยทิ้งให้รกร้างไว้ ดังนั้นไม่ต้องหาเงินมาซื้อใหม่ เอาอันเก่ามาใช้จะดีกว่า ปีนี้ผมก็เลยบอกว่า ไม่เอางบที่จะทำนู้นทำนี้ งบไปต่างประเทศก็ไม่ให้ไป หนังสือก็ห้ามพิมพ์ เพราะพิมพ์ไว้ก็ไม่คนอ่านและก็วางทิ้ง เมโทรทีวีของ กทม. ผมก็ยกเลิกไปแล้ว เพราะมีไปก็ไม่มีคนดู ถ้าคนจะดูก็ต้องเสียเงินไปซื้อจาน คนก็ไม่ดู ถือว่ามาดูๆ ของหรือโครงการเก่าๆ มีอยู่เยอะ"

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาผมได้พูดคุยและหารือกับผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เพื่อจะให้ สตง. ช่วยตรวจสอบแต่ละโครงการว่า สามารถทำได้หรือไม่ เพื่อจะได้สบายใจและไม่ต้องกลัวอะไร