"บิ๊กตู่" ขอคนไทยรักการอ่าน ชี้เป็นพื้นฐานสร้างแนวคิด พร้อมแนะนำหนังสือ "คุณธรรม จริยธรรม กับศีลธรรม จากมุมมองของปรัชญา" ของ "ศ.ดร.ทินพันธ์"
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่า อยากสนับสนุนให้คนไทยทุกคนรักการอ่าน เพราะเป็นพื้นฐานในการสร้างแนวคิด เป็นคนมีเหตุมีผล ใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาของตนเองให้ลุล่วง เกิดความร่วมมือกับรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ ทั้งนี้ตนขอแนะนำหนังสือ ชื่อ“คุณธรรม จริยธรรม กับศีลธรรม จากมุมมองของปรัชญา”ของ ศ.ดร.ทินพันธ์ นาคะตะ ซึ่งกล่าวถึง ความรู้จักผิดชอบชั่วดีของคน และการอยู่ร่วมกันในสังคมได้ อย่างเป็นปกติสุข ไม่ว่าจะยุคสมัยใด ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนาใด ล้วนมีที่มาที่ไป มีเหตุมีผลในตัวเอง
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ช่วงท้ายของหนังสือได้กล่าวถึงจรรยาบรรณในอาชีพต่างๆของไทย ซึ่งต่างก็มีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อสังคม อย่างไรก็ตามการดำรงตนให้อยู่ในกรอบ ในกฎเกณฑ์ ของทุกคน ทุกฝ่าย ย่อมช่วยให้สังคมมีแต่ความสุข ความเจริญร่วมกัน หากไม่อยู่ในครรลองที่ถูกต้อง ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม หรือละเมิดสิทธิผู้อื่นแล้ว ก็ย่อมจะมีบทลงโทษกำกับไว้เสมอ โดยทุกคนในสังคมนั้นๆ ต่างก็ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน ทั้งสิ้น ลองหาอ่านดูนะครับ เราจะได้เป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้อย่างยั่งยืน สันติ และสงบสุขได้ในอนาคต
“สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ ในวันนี้ ก็คือการพัฒนาตนเอง ไปสู่คนที่มีหลักการ และเหตุผล ใช้สติปัญญาในการคิดวิเคราะห์ ใคร่ครวญ รู้จักแยกแยะ จัดกระบวนการคิดของตนเอง แยกให้เป็นกลุ่มความคิดต่างๆ เช่น สิ่งนี้ทำแล้วจะเกิดเป็นประโยชน์เพื่อใคร เพื่อตนเองหรือเพื่อคนอื่นหรือเพื่อทั้ง 2 อย่างเราน่าจะมีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง อย่างน้อยก็พยายามฟังในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตนเองบ้าง จะได้รู้ความเป็นมาเป็นไปของสถานการณ์รอบตัวในปัจจุบัน ซึ่งถูกโอบล้อมด้วยข้อมูลที่ดีถูกต้อง และไม่ดีไม่ถูกต้อง ถูกบิดเบือน ซึ่งใครหลายคนอาจตัดสินใจไม่ได้ หรือตัดสินใจบนความยากลำบาก เพราะข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ไม่รอบด้าน คนเหล่านั้นอาจต้องใช้ความรู้สึก ความชอบ ในการตกลงใจ แล้วทำอะไรลงไปหากถูกชี้นำ โดยคนดีดี ข้อมูลถูกต้อง ทุกอย่างก็จะเป็นคุณ แต่หากถูกชี้นำ ด้วยคนไม่ดี มีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ กอปรกับมีวาระซ้อนเร้นแล้ว ก็จะนำไปในทางเสื่อม ทำให้เสียโอกาสสำหรับตนเอ และส่วนรวมได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราต้องช่วยกันคิด พิจารณาว่า ประเทศไทยของเรานั้นกำลังติดกับดัก 1. ความเคนชิน การไม่เคารพกฎหมาย ความไม่ชอบอยู่ในกฎระเบียบของสังคม การที่ชอบทำอะไรที่มักง่าย สบายๆ เป็นพวกสะดวกนิยม2. การทำความผิด โดยเลือกที่จะทำเพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตน และความสะดวกรวดเร็ว เป็นต้น เช่น การยอมจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ฉ้อฉล เพื่อการอำนวยความสะดวก หรือให้ค่าตอบแทน ให้กับผู้ที่เรียกรับผลประโยชน์ ในลักษณะสมยอม แล้วก็มาพูดให้ร้ายระบบ ให้ร้ายประเทศดดังนั้นเราต้องเคารพตนเอง เคารพกติกา รู้จักรอ รู้จักอดทน ไม่เช่นนั้นก็โวยวายโทษแต่คนอื่นร่ำไป แต่พอตนเองได้รับประโยชน์ก็เงียบเฉย
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า 3. พื้นฐานความรู้ การเรียนรู้ ที่ไม่เท่าเทียมกันด้วยการขาดโอกาส หรือเคยมีโอกาสแต่ก็ไม่ใส่ใจ หรือไม่รู้จักแสวงหาทั้งๆ ที่ความรู้มีอยู่รอบตัว รวมทั้ง การตรวจสอบเพื่อยืนยัน ความถูกต้องจากหลายแหล่ง ก็จะทำให้เกิดปัญญา โดยเฉพาะในเรื่องที่สำคัญ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตนเอง และประเทศชาติ 4. สมาธิไม่เท่ากัน บางคนสั้น บางคนยาว บางคนมากบ้าง น้อยบ้าง แตก ต่างกันไป ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือว่า ถ้าไม่ใช่เรื่องของตนเอง ก็ไม่สนใจ ไม่ตั้งใจฟัง ก็ไม่รับฟัง ก็เลยไม่รับรู้ ว่าอะไร
“ ถ้าเรายังไม่รู้เรื่องเหล่านี้ลึกซึ้งถ่องแท้ก็จะทำให้เราติดกับดักประชาธิปไตย เหมือนทุกวันนี้ ที่ยังมีการถกเถียงกันไม่สิ้นสุด คงวนเวียนและเข้าใจเพียงแต่ว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งเป็นหลัก” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นอกจากนี้มีหลายอย่างที่ประกอบกัน เช่น เมื่อมีรัฐบาลแล้ว ก็จะเรียกร้องขอความช่วยเหลือ ทวงสัญญาจากการหาเสียง หรือสัญญาว่าจะให้ โดยไม่ยอมสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง ชุมชน และสังคม มันก็จะเป็นช่องทางให้กับนักธุรกิจการเมือง เข้ามาลงทุน อาจจะเข้ามาได้จากการเลือกตั้ง แล้วมีการกอบโกยผลกำไร ในอำนาจหน้าที่ เป็นความบกพร่องที่ผมพยายามให้สติกับสังคมไทย ในวันนี้และตลอด เพื่อให้คนไทยรู้จักพัฒนาตนเอง และพัฒนาประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับสังคมไทยร่วมกัน





