วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลั่นปีหน้าเริ่มเดินเครื่องยุทธศาสตร์ชาติปี 60

ปีหน้าเริ่มขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "ชูศักดิ์" แจงสาระสำคัญยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน ชูเป้าหมายรายได้เฉลี่ยประชากรทะลุ 1.3 หมื่นดอล์/ปีภายใน 20 ปี

วานนี้ (22 ธ.ค.) ที่สถาบันจิตวิทยาความมั่นคง สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (วปอ.) คณะผู้เข้ารับการอบรมพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารกองบัญชาการกองทัพไทย (พสบ.ทก.ทท.) รุ่นที่ 8 จัดการสัมมนาวิชาการเรื่อง “ปัญหาการสร้างความเข้าใจและการยอมรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” โดยมีตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน เข้าร่วมฟังการสัมมนาประมาณ 300 คน

พล.อ.ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ เลขานุการกรรมาธิการ คณะทำงานว่าด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่ารัฐบาลเห็นความสำคัญกับการกำหนดวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (2559 - 2579) และมีการบรรจุแผนยุทธศาสตร์ชาติไว้ในมาตราที่ 65 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2559 ที่เพิ่งผ่านประชามติไปเมื่อไม่นานมานี้ว่ารัฐบาลต้องกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญและกำหนดเป็นแผนหลักในการพัฒนาประเทศที่หน่วยงานภาครัฐทั้งหน่วยงานราชการ และหน่วยงานต่างๆต้องกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

ทั้งนี้มีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนของยุทธศาสตร์ว่าภายในปี 2579 ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ยกระดับสู่ประเทศพัฒนาแล้วที่ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 13,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ซึ่งตลอดระยะเวลา 20 ปีของยุทธศาสตร์ชาติเศรษฐกิจต้องขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 5-6%จึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

“เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้ในตัวกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นกรอบให้รัฐบาลดำเนินนโยบายที่สอดคล้องไปสู่การพัฒนาเป้าหมาย โดยขั้นตอนต่อไปเมื่อรัฐธรรมนูญมีการประกาศใช้ในปีหน้า ได้กำหนดว่าจะต้องมีการออกกฎหมายที่สำคัญอีกฉบับหนึ่งคือ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ โดยต้องจัดทำ พ.ร.บ.ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน"

พล.อ.ชูศักดิ์ กล่าวว่าเนื้อหาของ พ.ร.บ.จะต้องมีการกำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่ร่างแผนแม่บทในการทำยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน รวมทั้งกำหนดตัวชี้วัด และการประเมินผลการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเพื่อรายงานให้กับรัฐบาลและรัฐสภารับทราบความคืบหน้าของการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเป็นระยะ

เสนอสศช.ดูแลยุทธศาสตร์ชาติ

พล.อ.ชูศักดิ์กล่าวว่าบทบาทของสศช.ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนและยกระดับการทำงานและหน่วยงานขึ้น เพราะมีหน้าที่ต้องดูแลทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้ทั้งสองแผนหลักของประเทศนำไปสู่การปฏิรูปประเทศได้อย่างแท้จริง

สำหรับประเด็นข้อกังวลว่ายุทธศาสตร์ชาติที่มีการร่างขึ้นจะไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขให้มีความทันสมัยหรือเหมาะสมต่อบริบทการพัฒนาในอนาคต พล.อ.ชูศักดิ์กล่าวว่าคณะกรรมการร่างยุทธศาสตร์ชาติได้มีการหารือกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในประเด็นนี้แล้วและได้มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาจากเดิมที่กำหนดว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขยุทธศาสตร์ชาติได้เนื่องจากยุทธศาสตร์ชาติได้รับการรับรองจากประชาชนแล้ว

พล.อ.ชูศักดิ์ กล่าวว่าในร่างรัฐธรรมนูญล่าสุดได้เปิดช่องให้รัฐบาลและครม.สามารถปรับแก้ยุทธศาสตร์ชาติให้เหมาะสมกับสถานการณ์และเหตุการณ์ในอนาคตได้ โดยเฉพาะที่มีกรณีฉุกเฉิน เช่นเกิดภาวะสงคราม หรือภัยพิบัติใหญ่ ทำให้การจัดสรรงบประมาณต้องปรับเปลี่ยนไปใช้ในเหตุการณ์เฉพาะหน้าเร่งด่วนก็ให้รัฐบาลเสนอแก้ไขยุทธศาสตร์ชาติได้ โดยการแก้ไขต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน

กรอบยุทธศาสตร์ 6 ด้าน 20 ปี

ทั้งนี้ในกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี มีการกำหนดวิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์ชาติไว้ว่าประเทศมีความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์ย่อยจำนวน 6 ด้าน ได้แก่

1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง โดยเน้นการสร้างการเมืองที่มีเสถียรภาพ การป้องกันภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ในแบบการโจมตีไซเบอร์ รวมทั้งการให้ความสำคัญในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประชาคมโลก และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านและสมาชิกอาเซียน เปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้การช่วยเหลือทางการเงินและความรู้แก่ประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก

2.ยุทธศาสตร์การสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยเน้นการเพิ่มผลผลิตในภาคอุตสาหกรรม การเดินหน้าเศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจฐานการผลิต 4.0 เพิ่มรายได้ประชากรจากปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 5,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปีเป็น 13,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นมาตรฐานรายได้ของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งการที่จะไปสู่ระดับรายได้ดังกล่าวได้เศรษฐกิจของประเทศในช่วงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ต้องขยายตัวต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 5 -6%ต่อปี นอกจากนั้นได้ตั้งเป้าหมายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศตามการประเมินของ World Economic Forum (WEF) ต้องขยับเข้าไปอยู่ 1 ใน 10 ประเทศชั้นนำของโลก จากที่ปัจจุบันอยู่ที่อันดับที่ 38 ซึ่งหมายถึงว่าเราต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทุกๆด้าน รวมทั้งต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการค้าของภูมิภาค พัฒนาสู่การเป็นชาติการค้า (Trading Nation) พัฒนาระบบการค้าออนไลน์ ผ่านระบบ E-commerce ให้มีประสิทธิภาพ

3.การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนทุกช่วงวัย สร้างทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ปรับปรุงระบบสาธารณสุข การรองรับสังคมผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจ Silver Economy เพื่อสร้างงานให้กับกลุ่มผู้สูงอายุได้มีรายได้หลังวัยเกษียณ ขณะที่การส่งเสริมการศึกษาเพื่อพัฒนาเยาวชนให้รองรับการแข่งขันในศตวรรษที่ 21 โดยเพิ่มการส่งเสริมการศึกษาในระบบสาขาวิชาชีพมากขึ้น

4.ยุทธศาสตร์การสร้างความเสมอภาคและเท่าเทียม โดยมุ่งเน้นลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด 10% และรายได้ต่ำสุด 10% ของสังคมให้ไม่เกิดช่องว่างทางรายได้ที่แตกต่างกันมากจนเกินไป โดยแผนงานในยุทธศาสตร์ส่วนนี้จะเน้นไปที่การเพิ่มรายได้ของผู้มีรายได้น้อยของประเทศให้มีโอกาสในการประกอบอาชีพมากขึ้น

5.ยุทธศาสตร์การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว และพลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีสะอาดที่มีศักยภาพสูง และตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าไม่ให้ได้ 40% และลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 20 – 25% ภายในระยะเวลา 20 ปี และ 6.ยุทธศาสตร์การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยเน้นการปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย และปรับปรุงการอำนวยความสะดวกภาครัฐในการให้บริการประชาชนและธุรกิจซึ่งช่วยให้เกิดการลงทุนในประเทศมากขึ้นในอนาคต

ชี้เพื่อความต่อเนื่อง-ไม่เปลี่ยนตามการเมือง

ด้านนาวาเอกศุภเศรษฐ์ ศิริสังข์ไชย รองผู้อำนวยการสถาบันจิตวิทยาความมั่นคง สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวว่าการมียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศระยะยาว รวมทั้งมีกฎหมายรองรับถือว่ามีความสำคัญ เพราะทำให้การพัฒนาประเทศมีความต่อเนื่องไม่เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายของนักการเมือง

อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่จะสร้างการยอมรับยุทธศาสตร์ชาติก็คือต้องทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนรู้สึกว่ามีส่วนร่วม และเป็นเจ้าของยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการทำตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติมากกว่าที่จะต่อต้าน

“หลังจากที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ในปีหน้า คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์มีเวลาอีกประมาณ 1 ปี ในการทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อสร้างการยอมรับในยุทธศาสตร์ชาติซึ่งต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์และเปิดเวทีรับฟังข้อมูลจากประชาชนอย่างรอบด้าน”