“พิษณุ” จ่อชงแผนแก้หนี้ครูครบวงจรเสนอ “ธีระเกียรติ” ออกนโยบายให้ผู้บังคับบัญชามีส่วนรับผิดชอบต่อการกู้
เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.59 ดร.พิษณุ ตุลสุข รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการสวัสดิภาพครูและบุคคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ว่า สกสค.เตรียมจะเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในภาพรวมต่อ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ และขอให้ รมว.ศึกษาธิการ ออกนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างครบวงจร โดยให้ออกมาตรการให้ผู้บังคับบัญชามีความรับผิดชอบต่อการกู้ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามลำดับขั้น ให้ผู้อำนวยการโรงเรียนมีอำนาจในการอนุมัติวงเงินกู้ให้กับครู หรือหากครูต้องการกู้มากกว่าวงเงินที่ผู้อำนวยการโรงเรียนมีอำนาจ ให้เป็นอำนาจของผู้สำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เป็นผู้อนุมัติ
ดร.พิษณุ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ สกสค. ยังยกร่างระเบียบการจัดสวัสดิการเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้ครูและบุคคลากรทางการศึกษาแบบครบวงจร ซึ่งที่ผ่านมาได้มอบให้ผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด ไปสำรวจ ครูและบุคคลากรทางการศึกษา ที่มีหนี้สินขั้นวิกฤตในจังหวัดของตนเอง และเรียงลำดับตามความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งรุ่นแรกให้จังหวัดละประมาณ 10 คน เพื่อเป็นการนำร่อง อย่างไรก็ตาม สกสค. จะกำหนดนิยาม และเป้าหมาย ความจำเป็นเร่งด่วนให้แต่ละจังหวัดใช้ในการคัดเลือกลูกหนี้ ซึ่งจะต้องมีหลักฐาน อาทิ เอกสารการยื่นโนติสจากสถาบันการเงิน หลักฐานการกู้ยืมเงินจากแหล่งต่าง ๆ มาประกอบการพิจารณา เพื่อให้การจัดลำดับมีความเหมาะสม เป็นธรรม และแก้ปัญหาให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและมีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างแท้จริง เมื่อได้รายชื่อและตัวเลขครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้แล้ว
ทั้งนี้ ประมาณ วันที่ 13 มกราคม สกสค. จะจัดให้มีการชี้แจงเงื่อนไข กติกาต่าง ๆ ที่จะระบุไว้ในสัญญาการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีหลักการสำคัญใน 3 ข้อคือ1. ครูจะต้องไม่ก่อหนี้เพิ่ม โดยสกสค. จะเจรจากับสถาบันการเงิน ไม่ปล่อยก็ให้กับครูเหล่านี้อีก 2.ต้องมีวินัยทางการเงิน โดยจะต้องทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และ3.ผู้บังคับบัญชาจะต้องมีส่วนรับผิดชอบดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาตามลำดับขั้น
“เบื้องต้นต้องรอข้อมูลการสำรวจยอดหนี้จากสกสค. จังหวัดว่ามีหนี้ขั้นวิกฤตอยู่ที่จำนวนเท่าไร แต่เท่าที่ประมาณการน่าจะอยู่ที่คนละ 1 ล้านบาทต่อคนขึ้นไป ซึ่งคาดว่ารุ่นแรกจะนำร่องประมาณ จังหวัดละ 10 คน รวมประมาณ 700 คน โดยสาเหตุที่เริ่มจากจำนวนน้อยก่อน เพราะอยากวางระบบให้ดี รวมถึงดูสถานะทางการเงินของสกสค. เองด้วยว่า จะสามารถรองรับผู้ประสงค์เข้าร่วมโครงการได้มากน้อยแค่ไหน “ดร.พิษณุ กล่าว





