วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'มท.1' ปลุกกฟภ.ร่วมเปลี่ยนนำไทยสู่ 'ไทยแลนด์4.0'

"มท.1" ปลุก กฟภ.ร่วมเปลี่ยนนำไทยสู่ "ไทยแลนด์4.0" ลั่นนโยบายรัฐสร้างความยั่งยืน ไร้ประชานิยม ชู "ประยุทธ์" ออกนโยบายดีสุ่มเสี่ยงเจ็บตัว

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีการเปิดการประชุมวิชาการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ประจำปี 2559 หรือพีอีเอคอน 2016 ร่วมกับ 20 หน่วยงาน โดยพล.อ.อนุพงษ์ กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “บทบาทของการไฟฟ้าในอนาคต รองรับนโยบายการพัฒนาประเทศ” ตอนหนึ่งว่า ยินดีที่กฟภ.พัฒนาตัวเองโดยจัดการประชุมเพื่อเพิ่มองค์ความรู้ใหม่ให้พัฒนาในทางที่ดี และถือว่าที่ผ่านมากฟภ.ไม่ล้าหลัง แต่ต้องพัฒนาให้ก้าวหน้าตามความคาดหวังของประชาชน จึงต้องปรับตัว เช่น มีพลังงานทดแทน มีพลังงานหมุนเวียน ซึ่งไฟฟ้าเป็นเรื่องสำคัญที่จะชี้ถึงคุณภาพชีวิตของคนในชาติ ถือว่ากฟภ.สามารถตอบสนอง ให้ประชาชนได้ 100 เปอร์เซ็น บางครั้งเราสร้างสายส่งไม่ได้ แต่ก็กฟภ.การมุ่งปรับปรุงไฟฟ้าให้ถึงบ้านเรือนประชาชน 

รมว.มหาดไทย กล่าวว่า รัฐบาลทำงานเพื่อมุ่งสู่อนาคตและต้องไปสู่ยุค “ไทยแลนด์ 4.0” ที่ผ่านมา 20 กว่าล้านคนอยู่กับ “ไทยแลนด์ 1.0” อย่างเรื่องการปลูกข้าวที่ผ่านมา นโยบายรัฐแทนที่จะสร้างความยั่งยืน แต่กลับใช้ประชานิยม ใช้ยาดม ยาหอมง่ายๆ มันเป็นการบิดเบือนโครงสร้างการผลิตทั้งหมด ผู้ที่กำหนดนโยบายรัฐถือว่าผิด รัฐบาลนี้ต้องมาแก้ปัญหา ส่วน“ไทยแลนด์ 2.0” เป็นการใช้เทคโนโลยีที่ไม่สูงนักเช่น การทอผ้า การบรรจุอาหารกระป๋อง ขณะที่ 3.0 เป็นอุตสาหกรรมพึ่งพา ซึ่งทั้ง 2 ประเภทหมดเวลาที่จะใช้กับประเทศไทยแล้ว เพราะใช้แต่แรงงาน ไม่ได้ใช้สมอง และถ้าเราจบวิศวะแต่ยังสร้างรถยนต์ ไม่ได้ ขอให้ไปขายข้าวจะดีกว่า เพราะฉะนั้น “ไทยแลนด์ 4.0” เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเริ่มทำเพื่อพัฒนาประเทศ

“กฟภ.ต้องบริการประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องทำให้พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เออีซี และ18กลุ่มจังหวัด มีไฟฟ้าเข้าถึง ส่วนนักวิชาการต้องพัฒนาความคิดต่อยอดเพื่อช่วยรัฐบาลไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ผมขอยืนยันว่ากฟภ. รวมถึงการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)ไม่เคยทำปัญหาให้ประเทศ แต่สร้างโอกาสกำไรให้ประชาชนและประเทศ ผมก็ขอให้กำลังใจ”พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวและว่า ขณะที่การบริหารราชการของรัฐบาลชุดนี้ได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ไม่เคยมีมาก่อนและจัดงบประมาณตามกรอบที่วางไว้ แต่ก็มีคนบอกว่าพรรคการเมืองก็ทำ ซึ่งมันมีข้อเสียคือต่างพรรค ต่างนโยบาย ก็ไม่มีการสานต่อสิ่งที่จะทำ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวก็จะช่วยวางกรอบให้ต้องดำเนินการในอนาคต นอกจากนี้รัฐบาล โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้ออกนโยบายจัดระเบียบต่างๆมาอยู่เรื่อย แต่ส่วนใหญ่เจ็บตัวทั้งนั้น เป็นการหาศัตรูทั้งสิ้น แต่ไม่ทำก็ไม่ได้